หมอนรถไฟ (2017|สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์)

railway-sleepers-featured_600x338
CR รูปจาก : http://www.adaymagazine.com

          หมอนรถไฟ เป็นหนังสารคดีที่เก็บ/บันทึกเรื่องราวของผู้คนทุกชนชั้น ทุกเพศ ทุกวัฒนธรรม ระหว่างการเดินทางด้วยรถไฟจากเหนือลงใต้ ในช่วงปี 2551-2558 นับเวลาก็ประมาณ 8 ปีทีเดียว

          แน่นอนว่า พอมันใช้เวลาถึง 8 ปี ภาพเรื่องราวของหมอนรถไฟที่ผ่านสายตาเรามันจึงเหมือนการตกผลึกทางความคิดของผู้กำกับ หนังจึงไม่ได้ทำหน้าทีเพียงบันทึกและบอกเล่าแค่การเดินทางของผู้คนด้วยรถไฟเท่านั้น แต่ในตู้รถไฟเหล่านั้น มันคือวิถีชีวิตของชุมชนคนแปลกหน้าที่ต่างมีจุดหมายปลายทางเดียวกัน เป็นชุมชนที่ถูกคัดแยกด้วยชั้นประเภทของตู้รถไฟ ภาพแรกที่เราเห็นจากหนัง จึงเป็นภาพตู้รถไฟชั้นสาม พัดลม พนักพิงของเก้าอี้ปรับเอนไม่ได้ (เราอาจไม่แม่นเรื่องการเรียกประเภทของตู้รถไฟนะ) สลับกับอีกขบวนตู้รถไฟ เป็นชั้น 3 เช่นกันแต่แออัดด้วยผู้คนที่ต่างยืนเบียดเสียดกัน เราจะเห็นภาพชีวิตของผู้คนที่กำลังนั้งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เด็กวัยรุ่นที่พูดคุยกันหรือร้องเพลงฆ่าเวลา เห็นการประกอบกิจวัตรประจำวันอย่างเข้าห้องน้ำ แปรงฟัน การหลับนอนบนเบาะเก้าอี้ที่ดูไม่สบายเอาเสียเลย เห็นพ่อค้าแม่ค้าขายเครื่องดื่มของกิน แม่ค้าขายหนังสือทำนายดวงเล่มละ 10 บาท งานปาร์ตีในตู้รถไฟที่แอดอัดด้วยผู้โดยสารกลุ่มใหญ่ ไปจนถึงชายขาพิการที่ลักลอบมาขอทาน จนหนังพาเราเปลี่ยนไปนั้งขบวนรถไฟลงใต้ เราจึงเริ่มเห็นสีสันจากผ้าสาหรี่ของหญิงสาวมุสลิม เห็นทหารถือมือเดินตรวจตามสถานีและในตู้รถไฟ ท่ามกลางความอัตคัดของพื้นที ความเป็นอยู่ การตรวจตราเข้มงวด หรือแม้แต่สีสันที่ฉายทาบมาจากโทนสีเสื้อผ้าที่สวมใส่ มากน้อยเหล่านั้นนี่แหละ ที่ทำให้เราสังเกตถึงการเปรียบเปรยและเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เห็น แล้วเราจะยิ่งตระหนักได้มากยิ่งขึ้นเมื่อ หนังพาเรามาขึ้นรถไฟประเภทตู้นอนปรับอากาศชั้น 2 ตู้รถไฟชั้นนี้ มีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าแบบพัดลมชั้นสามอย่างเห็นได้ชัด มีห้องจัดปารตี้ มีห้องอาหาร มีเตียงนอน มีความสะดวกสบายมากมายกว่า แต่กระนั้น การเปรียบเปรยเชิงตั้งคำถาม จากฉากที่เราได้ยินจากวงสนทนาบนโต๊ะอาหาร ของหญิงสาวคนหนึ่งว่า ไม่อยากใช่ห้องน้ำบนรถไฟ หรือ การนั่งดูลายมือ พูดคุยถึงเรื่องดวงชะตาอย่างสนุกสนาน เหล่านี้มันทำให้เรานึกย้อนไปหาฉากของตู้รถไฟพัดลม ความอัตคัดเหล่านั้นกับความสะดวกสบายที่เราได้สัมผัส ราวการจำลองภาพชุมชนที่มีความทั้งต่างและห่างของชนชั้น ซึ่งต่างมุงหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกัน โดยไมได้นำพาการเปลี่ยนแปลงใดๆมาสู้ชีวิตของพวกเขาเหล่านั้น นอกจากการคงอยู่ของฐานันดรและการเดินทางเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งเท่านั้น

         การเดินทางของหนังสารคดี หมอนรถไฟ เกือบจะลงอย่างธรรมดาสามัญ หากซีนการสนทนาในตู้รถไฟปรับอากาศชั้น 1 ระหว่างชายหนุ่มกับชายชาวต่างชาติซึ่งพูดไทยได้คล่องมาก มันเป็นบทสนทนาถึงการสำรวจทางรถไฟ การสร้างรถไฟสายแรก สถานีปากน้ำ ในสมัยรัชกาลที่ 5 พูดถึงการทำงานกับวิศวะกรจากชาติอื่นอย่าง อังกฤษ เยอรมัน ซึ่งทั้งหมดออกมาจากชายชาวต่างชาติคนนั้น หากกะเกณฑ์จากหน้าตา อายุไม่น่าเกิน 50 ปี และที่น่าสนเทหฺ์ไปกว่านั้น เขาเรียกประเทศไทยว่า สยาม แต่ไม่ว่าฉากนี้จะดูแฟนตาซีอย่างไร แต่มีประโยคหนุึ่งที่สะดุดใจเรามากนั้นคือ ก่อนการสร้างรถไฟ การเดินทางไปเชียงใหม่ใช่้เวลาประมาณ 1 เดือน พอมีรถไฟ ใช้เวลาเดินทางเพียง 2 วัน เราแม่งรู้สึกถึงคุณุปการของการสร้างรถไฟในสมัยนั้นมากถึงมากที่สุด แล้วในขณะเดียวกันนั้นเอง ก็ทำให้นึกย้อนไปถึงซีนในช่วงแรกๆของหนัง ที่ว่าด้วยการเล่าผ่านหน้าจอทีวีในสถานีรถไฟแห่งหนึ่ง ซึ่งรายการที่ฉายอยู่นั้นเป็นรายการโฆษณาโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ ซึ่งในตอนท้ายของโฆษณาชุดนี้ว่าด้วยบทสัมภาษณ์ของนักเรียนที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการศึกษาเพื่อจบออกมาพัฒนาการรถไฟไทยให้เจริญก้าวหน้า…ฉากนี้แล่นผ่านมาทาบทับอีกครั้ง เรารู้สึกถูกเย้ยหยัน ซึ่งเราเป็นคนหนึ่งที่เคยอาศัยรถไฟปรับอากาศ ชั้น 2 กลับบ้านต่างจังหวัด แต่ปัจจบันเราพอมีรายได้จึงเลือกจ่ายแพงกว่าเพื่อนั่งเครื่องบินกลับบ้านแทน…

        สุดท้ายข้อสรุปสั้นๆว่า หมอนรถไฟ อาจะไม่เหมาะกับทุกคน แต่หากเรารู้สึกว่าภาพชีวิตของผู้คนที่ไร้การแต่งเติมซึ่งถูกบันทึกด้วยสายตาของคนทำงานศิลปะมันคือความงดงามอันจริงแท้ของมนุษย์ จงดู

 

the VViich (2015|Robert Eggers)

anya-taylor-joy-the-witch-roger-eggers
cr รูปจาก http://www.20minutes.fr

          the witch เล่าเรื่องของแม่มดอย่างที่ทุกคนรับรู้หรือย่างที่เราอยากให้เป็น มองผาดเผิน แม่มด จึงเป็นเรื่องเล่า ตำนาน หรือนิทานที่แสดงถึงความชั่วร้ายของผู้หญิงที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า แต่ในเมื่อหนังเปิดฉากด้วยการตัดสินของศาลซึ่งขับไล่ครอบครัวของน้องโทมาซินออกไปจากชุมชน นี่อาจเป็นฉากเดียวของหนังที่จะสื่อถึงข้อเท็จจริงของแม่มด ซึงข้อเท็จจริงที่ว่านี้คือการเชื่อมโยงไปถึงการปกครองโดยศาสนาและรัฐซึ่งควบคุมด้วยระบบชายเป็นใหญ่ ร่วมถึงความอ่อนแอของรัฐและความลุ่มหลงในอำนาจของเหล่าผู้นำศาสนา ตลอดจนโยงไปถึงความเชื่อ ความศรัทธาของผู้คนในชุมชนในช่วงยุคสมัยนั้น (เรื่องราวของ The witch เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 17)

     ดังนั้นส่วนทีเหลือของหนังจึงราวกับเป็นเรื่องเล่าถึงความฉิบหายที่ประดังประเดเข้ามาสู่ครอบครัวของน้องโทมาซิน ซึ่งเป็นครอบครัวเกษตรกรยากจนซึ่งกำลังเผชิญวิกฤตของฤดูกาลและความลี้ลับของผืนป่าที่โอบล้อมบ้านของพวกเขา แค่การปลูกข้าวปลูกผักผลไม้ทำงานเลี้ยงปากท้อง ไหนจะต้องคอยพะวงจัดสรรเรื่องอาหารการกินอันอัตคัตให้พอเพียงกับทุกชีวิตในบ้าน งานล้นมือเวลาในหนึ่งวันจึงหมดไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่มีเวลาจะไปทำหรือนึกถึงเรื่องอื่นๆ ยกเว้นก็แต่…

(กลางๆย่อหน้าเผยถึงฉากท้ายเรื่อง)
           นอกเหนือจากงานก็มีแต่เรื่องศาสนานี่แหละที่คอยอุ้มชูคนพวกนี้ให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้ แต่ถ้ามองในมุมเรา บ้างที่มันก็มีเส้นบางๆระหว่างความศรัทธากับมายาคติ ซึ่งเรื่องนี้เราให้น้ำหนักไปที่มายาคติมากกว่า เรื่องที่แม่มดถูกสร้างให้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าผลผวงจากการปกครองซึ่งชายเป็นใหญ่ แต่อีกนัยหนึ่งมันคือกระบวนการเพื่อกันคนที่คิดต่างให้ออกไปจากชุมชน สุดท้ายพระเจ้าจึงถูกเสมอ ทั้งที่จริงความยากจนแร้นแค้นของประชาชนมันไม่ใช่เพราะความล้มเหลวของผู้นำเหรอ เดอะวิชท์เองก็ท้าทายความเชื่อในศาสนาสุดพลัง สัญญะของกระต่ายเอย แพะดำเอย หญิงสาวในป่าเอย รวมถึงลัทธิแม่มดที่สุดท้ายน้องโทมาซินก็จำยอมเข้ารวมจนได้ แต่ชอบที่สุดคงเป็นฉากพังพินาศของครอบครัวของน้องโทมาซิน ซึ่งมันต่อยอดมาจากฉากทีแม่เห็นภาพหลอน ปล่อยให้อีกาจิกหัวนมของเธอเพราะเข้าใจว่ากำลังให้นมลูก สุดท้ายพ่อโดนแพะดำขวิดจนตาย ฝ่ายแม่ที่เสียสติปักใจเชื่อว่าโทมาซินเป็นแม่มด แม่จึงเข้าทำร้ายเธออย่างคลุ้มคลั่ง โทมาซินเองก็เผลอพลั่งมือฆ่าแม่เพียงเพื่อป้องกันตัวเอง ระยำมาก สุดขีดความอาเพศมาก จนแล้วในที่สุดโทมาซินก็ถูกผลักให้ออกจากสังคม ออกจากกรอบความศรัทธาต่อศาสนา (ซึ่งเธออาจไม่มีสิทธ์เลือก) ยอมทำสัญญากับแพะดำ เพราะถึงยังไงที่ผ่านมาธอก็ไม่เคยได้รับความรักความไว้วางใจจากพ่อเป็นแม่เลย หากมองเลยความบันเทิง (อันหม่นดำ) ของหนัง เหมือน the witch กำลังตั้งคำถามกลายๆจากการล่มสลายของครอบครัวเล็กๆที่พยายามอย่างสุดชีวิตที่จะผ่านบททดสอบและรักษาความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าว่าแท้จริงแล้ว ความฉิบหายที่เกิดขึ้นนั้นมาจากความศรัทธาที่ไม่มากพอหรือเป็นเพียงผลที่เกิดจากกระบวนการการกีดกันคนนอกรีตออกไปจากสังคมกันแน่

Split (2016|M. Night Shyamalan)

split_anya_taylor-joy_600x326
cr รูป : http://www.denofgeek.com

เป็นเรื่องบังเอิญดีที่ก่อนหน้านี้เราเพิ่งอ่าน Piercing ปมซ่อนฆ่า จบไป นิยายมันเล่าเรื่องของคาวาชิมะกับซาเซอิซึ่งทั้งคู่ป่วยเป็นจิตเภท คาวาชิมะต้องการฆ่าใครสักคนเพื่อระงับอาการหลอกหลอนจากที่เคยถูกแม่ทำร้ายในวัยเด็ก ส่วนซาเซอิมักทำร้ายตัวเอง เธอเคยโดยพ่อแท้ๆโลมเลียโยนีตั้งแต่ยังเด็ก ส่วนตัวละครอย่างเคซีย์กับเคลวินก็ผ่านประสบการณ์เลวร้ายวัยเด็กมาไม่ได้ต่างอะไรกับคาวาชิมะและซาเซอิเลย ซึ่งพฤติกรรมที่ผู้ปกครองกระทำกับเด็กทั้ง 4 คนก็แทบไมได้ต่างกันเลยเช่นกัน

สำหรับหนังของเอ็มไนท์ เราไม่เคยคาดหวังถึงเรื่องการหักมุมหัวทิ่มบ่อสักเท่าไร แต่เราสนใจว่าเอ็มไนท์จะเล่าเรื่องอะไรและหาทางออกให้ตัวละครของเขายังไง ใช่แหละเราสนใจสิ่งที่เอ็มไนท์จะสื่อกับเรามากกว่า อย่างเรื่อง Sign มันไม่ใช่หนังที่เราชอบมาก แต่เรามักนึกถึงที่ข้อความที่หนังสื่อออกมา เราจึงค่อนข้างเชื่อในองค์ประกอบของหนังทั้งเรื่อง อย่างเรื่องน้องชายได้รางวัลนักเบสบอลจอมหวด ลูกสาวที่ชอบวางแก้วที่ยังมีน้ำดื่มไว้เกลื่อนบ้าน หรือลูกชายทีป่วยเป็นหอบหืด ในตอนท้ายของหนังเราจึงเชื่อว่า มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบกับเรานั้น มีเหตุผลเสมอ เอาเข้าจริงๆ เราเกือบจะอินในเรื่องความศรัทธากับอะไรบางอย่างนะ แต่พอชีวิตตัวเองมันเหี้ยได้ลุ่มๆดอนๆ เราจึงไม่ไปถึงไหนสักทีกับ Sign ก็เช่นกัน

กลับมาที่ Split…
คนนอกคือคนนอกอยู่วันยันค่ำ เราเห็นการเปรียบเทียบด้านพฤติกรรมและการแต่งตัวระหว่างเคซีย์กับเพื่อนๆ ตั้งแต่ฉากในรถก่อนถูกลักพาตัว เพื่อนสาวสองคนที่เบาะหลังต่างดี๊ด๊าสนใจอยู่กับโพสของหนุ่มๆในโลกโซเชียล หรือวิธิคิดเรื่องการอ้างถึงคอร์สเรียนคาราเต้ระยะสั้น ซึ่งเพื่อนของเคซีย์เคยเรียนมาว่ามันจะช่วยทำให้พวกเธอหลุดรอดจากการคุมขังของเดนนิสได้ ซึ่งในมุมมองของเคซีย์คอร์สเรียนขายฝันพวกนี้ มันช่วยห่าอะไรเราไม่ได้หรอก เพราะพวกเธอไม่เคยมีประสบการณ์ต่อยตีของจริงๆ หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้าหน้าผม เพื่อนสาวสองคนของเคซีย์แต่งตัวแบบสาวอเมริกันที่เราเห็นบ่อยๆในหนังเกี่ยวกับวัยรุ่นชิคๆกลุ่มหนึ่ง ส่วนเคซีย์ เธอแต่งตัวแบบ…เคิร์ท โคเบน (ลุคแบบนี้กุมหัวใจเรามาก) ทั้งหมดนี้มันจึงเหมือนบันทึกอย่างย่อถึงโลกที่เราอยู่ตอนนี้…

เคซีย์ไม่ได้อยู่ในแผนลักพาตัว เธอเป็นคนนอกที่อยู่นอกสายตาของเดนนิส เธอมีที่ท่าเปิดใจกับเฮกวิก นัยหนึ่งเธออยากหนีไปจากเรื่องบ้าๆพวกนี้ แต่อีกนัยหนึ่งอาจเพราะเฮกวิกเป็นเด็ก 9 ขวบ ที่ไร้การเสแสร้างแบบผู้ใหญ่ เธอจึงกล้าพูดเรื่องที่เธอไม่อยากสุงสิงกับเพื่อนหลังเลิกเรียนให้เขาฟัง…เอาเข้าจริงๆ เธอกับเคลวิน เดนิส แพททริเซีย หรือคนอื่นๆ ต่างก็เป็นเด็กที่ถูกทำร้ายมาอย่างสะบักสะบอมเช่นกัน ในที่สุดเธอจึงรอดพ้นจากการเซ่นสังเวยให้ปีศาจ ประโยคที่น่าจะเป็นเดนนิสพูดหลังจากเห็นร่องรอยแผลทางยาวหลายรอยที่ท้องของเคซีย์ (ฉากนี้น้องแอนยาโคตรเซอร์วิส ขอบคุณ เอ็มไนท์ มา ณ ที่นี้) ประมาณว่า คนที่แหลกสลายมักจะมีวิวัฒนาการที่สูงส่งกว่า (หากว่ากันตามภาาษาชาวบ้าน ซีนนี้คงหมายถึง คนที่ชีวิตต่ำตมแต่มีความทะเยอทะยาน มักขยันกว่า มักดิ้นรนกว่า หรือพูดให้ถูกจริตยุคนี้ คนเหล่านี้มักถีบส่งตัวเองให้ออกมาจาก comfort zone กว่าคนที่ถูกโอบอุ้มด้วยสภาพแวดล้อมที่ดีมาตั้งแต่เกิด)

ถ้ามองในแง่เคซีย์ ความทุกข์ทรมานที่เธอเผชิญอยู่จากลุงนั้นคงทำให้เธอไม่ตายง่ายๆ ในแง่ของเดนนิสนี่คือการสร้างบุคคลิกที่ 24 ซึ่งแข็งแกร่ง ทรงพลัง และชั่วร้าย (จะออกแนวมาร์เวล์ละ) เพื่อปกป้องตัวเองจากพวกมนุษย์ปกติทั้งหลาย เราจึงค่อนข้างชอบเนื้อหาของสปลิทที่ว่าด้วยตัวละครที่โดนทำร้าย พวกที่สุดท้ายก็กลายเป็นแค่คนป่วย กลายเป็นคนนอกที่สังคมมักมองด้วยสายตาไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ สุดท้ายแล้วคนพวกนี้ก็หาทางออกด้วย ตรรกะแปลกเพี้ยนและรวมตัวอยู่กันเป็นกลุ่มก้อนที่สังคมแสร้งมองไม่เห็น…(คาวาชิมะกับซาเซอิก็เช่นเดียวกัน) นอกเหนือจากนั้น ในส่วนของการเล่าเรื่องก็สนุกระดับหนึ่ง ฉากน้องแอนยาใส่เสื้อกล้ามเป็นฉากเซอร์วสแฟนบอยที่ดีมากๆ (ไม่เกี่ยว)

Train to Busan (2016|Yeon Sang-ho)

train_to_busan_de_yeon_sang-ho_640_346

        วิพากษ์มนุษย์ได้ดีในระดับ Night of the living dead (ซึ่งเราได้ดูรีเมคของปี 1990) หรือ The mist หรือ the walking dead กันเลยทีเดียว แต่เราเฉยๆกับตัวซอมบี้ในหนังนะเพราะภาพจำมันดันอยู่กับ The walking dead ไปแล้ว ถ้าไม่นับว่านี้คือหนังกระแสคงหักแค่ค่าน้ำตากับตอนจบที่ไม่มืดหม่นไปแล้ว
        พอดีได้อ่านบทวิจารณ์จากแฟนเพจคาเฟาลูเมีย พูดถึงเทรนทูปูซานในแง่ของเพศและสถานะของคนในสังคม ทำนองว่าหนังมันเป็นตัวแทนของคนในระดับสังคมอย่างเพศชายปกป้องเพศหญิง ส่วนคนแก่ และคนจรจัดในท้ายสุดจะถูกกำจัดเพราะเราเห็นว่าเขาจะไม่มีประโยชน์ในอนาคต ก็จริงนะ เห็นด้วย หนังชัดเจนต่อเรื่องนี้ดีทีเดียว
         ถ้าคิดต่อในแง่นี้ จากย่อหน้าแรกที่เราบอกไว้ว่าหนังวิพากษ์มนุษย์ในระดับเดียวกับหนังเรื่องต่างๆที่กล่าวไว้ในย่อหน้าแรก ถ้ามองในแง่ย่อหน้าสอง ไนท์ออฟเดอะลิฟวิ่งเดทกับเดอะมิสท์ก็ลงไประดับปัจเจคมากกว่าเทรนทูปูซาน อย่างเช่นเรื่อง “คนเห็นแก่ตัว” ในไนท์ออฟเดอะลิฟวิ่งเดทมันคือมนุษย์คนหนึ่งจริงๆ ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นพ่อเป็นพี่ชายหรือสามี หรือสถานะใดในสังคม ความเลว/ความเห็นแก่ตัวเกิดจากสันดานของตัวเองเท่านั้น หรือตอนจบอันเลวร้ายของเดอะมิสท์ก็ยิ่งตอกย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็รคนแก่/เด็ก/ผู้หญิงรวมถึงผู้ชายในสถานะต่างๆเช่นพ่อของลูก คนรัก/สามีหรือแม้กระทั้งผู้นำ ก็ไม่ได้ถูกยกเว้นจากผลผ่วงอันเจ็บปวดของการละทิ้งความหวัง และสุดท้ายอยากจะบอกแค่ว่า ปูซานนี่ดีมากนะในระดับหนังกระแส แต่เราก็ชอบไนท์กับเดอะมิสท์มากกว่าอยู่ดี เหตุผลคือ เพราะหนังมันหม่นหมอง ไม่ปราณี ไม่ให้ความหวังเพราะชีวิตเรามันก็วนๆอยู่กับแค่เรื่องพวกนี้

 

ฉลาดเกมส์โกง (2017|นัฐวุฒิ พูนพิริยะ)

oqcb4zirv21ZE5C7nX5-o_318_480

        สนุกวะ น่าจะประมาณหนังแบบ ocean 11 เลย ชิงไหวชิงพริบ เน้นชั้นเชิง ภาพตัดฉับไหว แต่อาจดูจัดจ้านกว่า กวนตีนกว่า ลุ้นกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นคงเพราะประเด็นของหนังมันเป็นประสบการณ์ร่วมกับเราทั้งการเคยลอกข้อสอบเพื่อน เคยให้เพื่อนลอกข้อสอบ แล้วถูกจับได้ แล้วไงละ โดนตีทั้งคู่ แล้วต้องสอบใหม่ มันก็แค่นี่จริงๆ หรืออย่างครูที่เอาโจทย์ที่ใช้สอนพิเศษมาออกเป็นข้อสอบเก็บคะแนน ตอนนั้นก็ได้แต่ด่าครู แล้วก็ปล่อยมันผ่านเลยไป เป็นต้น และพาร์ทดราม่าที่พอดีกับเนื้อหาหลักของหนังมาก ราวซีนที่เลือกมาเล่านั้นมันช่วยขับดันให้ตัวละครมีชีวิตจิตใจมาก เล่าน้อยแต่มันฮุคเข้าเป้าทุกซีน เราชอบซีนที่ลินน้ำตาไหลตอนค้นของแล้วเจอใบหย่าของพ่อกับแม่ ซีนที่ลินลังเลที่จะลบรูปแบงค์ จึงเดินไปหาแบงค์ที่ห้องสอบสวน เอาจริงๆเธอรู้อยู่แล้วว่าถ้าถูกจับจะต้องทำยังไง แต่นั้นเพราะความรู้สึกระหว่างเธอกับแบงค์มีมากเกินเพิ่อน… เมื่อพูดถึงซีนนี้ ก็ต้องพูดถึงซีนแข่งตอบคำถามด้วย การเปรียบเปรยความไม่เรียบร้อยของแบงค์กับพ่อของลิน การปรายตาแอบชำเลืองมองกันและกัน มันโคตรดี

ชอบที่หนังทำให้เห็นภาพความแตกต่างของเด็กที่มาจากชนชั้นกลางกับชนชั้นสูง ทั้งความพยายามรักษาตัวเองให้อยู่ในระบบ ด้วยวิธีที่คิดต่างกันแต่มันเอื้อถึงกัน ด้วยเพราะคุณค่าของการศึกษาถูกดูแคลนด้วยการซื้อและโกงข้อสอบ ซึ่งมันทำให้เห็นว่า “เงิน” เป็นใหญ่มากพอที่จะช่วยรักษาความฝันของพ่อแม่ของเด็กบ้านรวยให้คงอยู่กับชวนสานฝันของเด็กบ้านฐานะธรรมดาให้เป็นจริงได้เร็วขึ้น   ยิ่งเมื่อนึกถึงคำพูดของแบงค์ เรื่องการสอบชิงทุนที่เขาหวังว่าการศึกษาในระบดับสูงมันจะช่วยให้แม่สบายขึ้น ความฉลาดของแบงค์จึงกลายเป็นดาบสองคมขึ้นมาทันทีเมื่อมีความลำบากของแม่มาเดิมพัน…ถ้ามองให้ลึกมากกว่านั้น นี่ไม่ใช่เพราะความล้มเหลวของการศึกษาไทยหรอก แต่มันเป็นความไม่เท่าเทียมกันของคนต่างหากที่เป็นแรงกระตุ้นให้เราทำทุกอย่างโดยไม่สนใจวิธีการของมัน คงเหมือนที่ลินบอกแบงค์ว่า ถึงแกจะไม่โกง แต่ชีวิตก็โกงอยู่ดี

โดยรวมหนังสนุกมาก อย่างที่พูดไปตอนต้น แม้รู้สึกไม่เชื่อสนิทใจกับทริคการโกงบ้างก็ตาม แต่ก็ยังเหมือนขัดใจนิดนึงกับฉากจบของหนังอยู่ดี (แม้ครั้งนี้จะรู้สึกน้อยกว่าเคาน์ดาวน์มากก็ตาม) ถ้าไม่นับความชอบส่วนตัวตอนจบของหนังเป็นการคลี่คลายที่ดี ในแง่ให้ความสบายใจกับคนดู บวกกับด้วยพลอตหนังที่ปูความเชื่อใจและความชื่นชมที่ลินมีต่อพ่อของเธอเอง มันเหมือนเป็นการสรุปเรื่องเพื่อให้ลงเอยด้วยความถูกต้องแบบที่สังคมคาดหวังอยู่กลายๆ และนี่แหละคือสิ่งขัดใจสำหรับเรา ซึ่งมันทำให้เรารู้สึกว่าหนังกำลังสอนศีลธรรมชุดเดิมๆที่เราได้ยินมาตั้งแต่เด็กให้กับเราอีกครั้ง สุดท้ายมันเหมือนการยอมจำนนให้กับความดีที่สังคมคาดหวังให้มันเป็นอย่างนั้นและตลอดไป

Tangerine (2015|Sean S. Baker)

tangerine-3-620x400

พล็อตของแทนเจอรีนธรรมดามากและไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะมันว่าด้วยเรื่องของกระเทย ซินดี้ซึ่งเพิ่งออกมาจากคุก แล้วมารับรู้เรื่องของเซสเตอร์ผัวสุดรักของเธอจากปากเพื่อนสนิท อเล็กซานดรา ว่าเขานอกใจเธอไปเอากับชะนี ซินดี้ควันออกหู เธอจึงออกตามล่าหาตัวนางชะนีผิวขาวจนทั่วแอลแอ เพียงเพื่อเอาตัวนางมาชำระความเคลียกันให้รู้เรื่องต่อหน้าเชสเตอร์

(1-4 น่าจะสปอยล์ )
1.
อย่างที่เกริ่นไว้หนังเล่าเรื่องของซินดี้กับการตามล่าหาชะนีชู้รักของผัวของเธอ แต่ยังมีตัวละครอย่างราซ์มิคคนขับแท๊กซี่ต่างด่าว (จำไม่ได้ละว่ามาจากประเทศอะไร ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ) ผู้คอยตระเวณรับส่งผู้โดยสารหลากหลายประเภททั้งลุงท่าทางเมายาพูดไม่หยุด เด็กวัยรุ่นเมาหัวราน้ำและสุดท้ายก็อ้วกบนรถของเขา ราซ์มิกเป็นตัวละครที่นำพาเราเข้ามารู้จัก โลกของซินดี้ อเล็กซานดราและชะนีชู้รักนามว่าไดน่าห์

2.
จำลำดับเหตุการณ์ไม่ค่อยได้สักเท่าไร แต่เอาเป็นว่า ราซ์มิกเหมือนเป็นคนนำสารเพื่อเปิดประเด็นทางสังคม อย่างเรื่องโสเภณีที่ตระเวณอยู่ตามย่านที่ราซ์มิกคุ้นเคย ลึกไปกว่านั้นมีการแบ่งย่านการค้าด้วยว่าจะเลือกกระเทยหรือผู้หญิงจริง ซึ่งตัวราซ์มิกเองเลือกกระเทย แต่ฉากที่เขาพาสาวผิวดำขึ้นรถมาเพื่อประกอบกามกิจ รามิกซ์ยังชมอยู่เลยว่า สาวที่หิ้วมานั้นเป็นคนสวย แต่พอตัดเข้าฉากที่ราซ์มิกจะขอทำออรัลเซ็กซ์ รามิกซ์ถึงกลับหน้าเปลี่ยนสี และคนดูอย่างเราก็ถึงบางอ๋อในรสนิยมทางเพศของราซ์มิคด้วย เพราะเธอไม่มีจู๋ ราซ์มิกหัวเสียถึงขั้นไล่ลงจากรถอย่างไม่ใยดี เอาจริงๆฉากนี้เหมือนจะตลกนะ แต่มันตลกไม่ออกสักเท่าไร เพราะมันดูจริงเสียจนรู้สึกว่า ความย้อนแย้งทางเพศกับเพศสภาพบางที่ก็ดูน่าสับสนอยู่เหมือนกัน

3.
ราซ์มิกจึงมาใช้บริการกับอเล็กซานดราซึ่งก่อนหน้านี้เธอเพิ่งถูกผู้ชายนกเขาไม่ขันโกงเงินค่าทำออรัลเซ็กซ์ของเธอไป  และก็ไม่น่าเชื่อว่าหนังเล่าความสัมพันธ์ระหว่างราซ์มิกกับอเล็กซานดราอย่างเพื่อนที่มีไมตรีจิตต่อกัน เหมือนคนขายข้าวอาหารตามสั่งละแวกที่ทำงานที่คุ้นเคยกับเราเป็นอย่างดี มันก็คล้ายๆกัน อเล็กซานดราขายตัว ราซ์มิกเป็นคนซื้อบริการ แต่หนังมันทำเรารู้สึกว่าการขายบริการเป็นเรื่องปกติเหมือนขายข้าวแกง

4.
เล่าแบบรวบๆเลยว่า เส้นเรื่องหลักของหนังโฟกัสที่การตามหาชะนีที่มายุ่งกับผัวของซินดี้ แต่เหตุการณ์ระหว่างทางนี่แหละ ที่ทำให้แทนเจอรีนไม่ใช่หนังง่อยๆเลย เพราะเราจะพบว่า

4.1.
นังชะนี (ไดน่าห์) คนที่ว่านี้ กลับกลายเป็นแค่หญิงโสภณีที่สังกัดอยู่ในห้องเช่าคับแคบ (ให้นึภาพโมเตลแบบหนังอเมริกัน) แออัดด้วยหนุ่มกลางคนอ้วนลงพุ่งกลัดมัด และหญิงสาวหน้าตาซีดเผือก เอาเข้าจริงๆฉากที่ซินดี้บุกมาถึงที่ห้องเช่านี้ ภาพของห้องพักที่ปรากฏไม่มีความน่าอภิรมย์ต่อการมีเพศสัมพันธ์เลย และซินดี้ก็กระชากเธอออกมาจากงานที่ทำค้างไว้อยู่ ถูลู่ถูกังเธอมาจากห้องเช่าเพียงเพื่อมาพบความจริงว่า…

4.2.
ส่วนอเล็กซานดรา ในคราวแรกเธอบอกกับซินดี้ว่าจะช่วยตามหาไดน่าห์ด้วยแต่มีข้อแม้ว่าถ้าซินดี้วีนแตกขึ้นมาเมื่อเธอจะล้มเลิกทันที (เดาไม่ยากว่าสุดท้ายซินดี้วีนแตกจริงๆ) และอีกอย่างในค่ำของวันนั้น เธอต้องขึ้นร้องเพลงที่ผับเล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งแต่เช้าเธอก็บอกเพื่อนๆที่พบเจอระหว่างทางว่า คืนนี้เธอมีโชว์นะมาดูด้วยละ (แต่เธอก็ถูกปรามาสลับหลังจากเพื่อนบางคนด้วย)  พอถึงเวลาเธอรอและรอ เกือบจะไม่ได้ขึ้นแสดงเพราะเจ้าของผับบอกว่า ถ้าไม่มีใครมาดูจะยกเลิกโชว์ของเธอ แต่สุดท้ายซินดี้ก็มาทันพร้อมกระเตงไดน่าห์มาด้วย ตรงนี้มีฉากที่น่าประทับใจนะ คือ เป็นฉากในห้องน้ำคับแคบประดับด้วยไฟสีแดงทึมๆ อเล็กซานดรายืนแต่งหน้าอยู่หน้ากระจก ซึ่งซีนดี้ค่อยติติงการแต่งหน้าของเธอ ในขณะเดียวกันไดน่าห์ก็ชวนซินดี้เสพยา พอเคลิบเคลิ้มด้วยฤทธิ์ยา เธอทั้งสามพูดคุยกันฟุ้งเรื่องลิปสติก เรารู้สึกว่าฉากนี้มันมีความรู้สึกอะไรบางอย่างที่คนพวกนี้สื่อสารกันได้โดยไม่ต้องมีความสนิทชิดเชื้อกันมาก่อนแต่อย่างใด และ ถัดจากฉากร้องเพลง หนังมาเฉลยว่า อเล็กซานดราจ่ายเงินเพื่อให้ได้ขึ้นโชว์ โคตรเศร้าแต่แล้วยังไงละ ถ้าไม่มีใครจ้างให้โชว์ก็จ่ายเงินขึ้นโชว์เองก็ได้ (นี่เขียนตามอารมณ์หนังเลยนะ)  อ่อ พูดถึงเพลงที่อเล็กซานดราร้อง คือเพลงนี้ https://www.youtube.com/watch?v=95PnXKMFFKk มันดีมาก เข้ากับหนังมากๆ

4.3.
ภาพตัดมาเล่าเรื่องของ ราซ์มิกเขามีอพาร์ทเมนท์ขนาดกำลังดี มีลูกสาวที่น่ารัก 1 คน มีหมา มีเมียที่ดูเชื่อฟัง แต่มีแม่เมียที่ไม่ค่อยเชื่อใจเขา คืนนั้นเป็นคืนฉลองคริสมาสต์ เขากลับเข้าบ้านและออกไปอีกที เพราะนึกได้ว่าคืนนี้อเล็กซานดราขึ้นโชว์ที่ผับ แต่ความจริงเขาอยากเจอซินดี้ เขาบอกเมียว่าจะออกมาทำงานอีกรอบและเธอก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่แม่เมียบ่นอุบจะออกไปทำไมอีก นี่มันคืนคริสมาสต์นะ เขาสวนกลับไปว่า (ถ้าจำไม่ผิด) เขาไม่ใช่อเมริกันจะฉลองทำไม (ชอบ) แล้วเขาก็ปลีกตัวออกไป ส่วนแม่เมียไม่เชื่อพอคลอยหลังเธอออกตามหาเขาโดยใช้บริการของรถแท๊กซี่ที่อยู่บริษัทเดียวกันกับราซ์มิก เธอสอบถามจากคนขับแท๊กซี่ว่าคืนนี้ลูกเขยของเธอต้องทำงานไหม แน่ละ มันไม่มีหรอก ว่าแล้วเธอก็ขอร้องให้แท๊กซี่คนนั้นขับตามหาลูกเขยของเธอให้หน่อย อาจด้วยความเป็นคนบ้านเดียวกัน คนขับแท็กซี่ตกปากรับคำด้วยความเต้มใจ ระหว่างทางเธอพูดคุยกับคนขับว่า แอลเอมันดูสว่างไสวก็จริงแต่พอเอาเข้าจริงก็ไม่มีอะไรเลย ไม่เห็นจะน่าอยู่เลย ( บทของฉากก็ช่างแขวะดีนะ เพราะก่อนหน้านี้เธอยังนั่งดื่มกินฉลองคริสมาสท์เยี่ยงคนอเมริกันอยู่เลย)

4.4.
ตัดภาพมาเลยละกัน คือตัวละครทุกตัวในเรื่องถูกจับให้มาพบเจอกัน ที่ร้านโดนัท ชื่อโดนันไทม์  ความจริงต่างๆก็ปรากฎขึ้น

  • แชสเตอร์ (ผัวของซีนดี้) เป็นคนค้ายา ค้าผู้หญิง และไดน่าห์ คือเด็กในสังกัดของเขาซึ่งเขาอ้างว่า ก็ต้องทดสอบว่าสินค้าดีไหม แต่นางซินดี้ก็ดันเชื่อนะ
  • ราซ์มิกตามมาเจอที่นี้เช่นกัน เขาแค่อยากมีอะไรกับซินดี้ และแม่เมียของเขาก็ตามมาสมทบแล้วก็รู้ความจริงว่า ราซ์มิกเป็นรักรวมเพศ เธอโวยวายมากบวกกับความไม่เชื่อใจที่มีอยู่แล้ว จนถึงขั้นโทรให้เมียของเขาออกมาตอนนี้เลย แล้วเธอก็ออกมาเจอจริงๆกระเตงลูกมาด้วย วายป่วงมากฉากนี้
  • เหมือนทุกเรื่องจะคลี่คลายกลับไปสู่ชีวิตต่ำตมอันเป็นปกติของมัน เมียราซ์มิกมีท่าทียอมรับความเป็นเกย์ของเขา ไดน่าห์ดูน่าเห็นใจที่สุดเพราะเมื่อเธอกลับไปห้องเช่าแห่งนั้น แม่เล้าบอกว่าไม่มีที่ให้เธอนอนคืนนี้เพราะได้เด็กใหม่มาแทนแล้ว เธอทรุดตัวลงนั่งอยู่หน้าห้องเช่าแล้วเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้นราวฉลองให้กับความบัดซบของตัวเองในคืนคริสต์มาสต์ที่แสนยาวนาน ส่วนซินดี้คืนดีกับเชสเตอร์ แต่คืนดีได้ไม่ทันไร เธอมารู้ทีหลังว่า อเล็กซานดราเคยมีอะไรกับแฟนของเธอด้วย เธอโกรธมากแต่ไม่วีนไม่เหวี่ยงอะไรเลย แค่พูดว่า พวกเธอก็เหมาะสมกันแล้วนิ แล้วก็หันหลังเดินหนีจากอเล็กซานดราทันที อเล็กซานดรารีบวิ่งตาม ในขณะนั้นเอง มีรถเก๋งคันหนึ่งขับเข้ามาเทียบฟุตบาทตรงบริเวณที่ซินดี้กำลังเดินอยู่ ชายในรถเลื่อนกระจกลงทำท่าเหมือนมาใช้บริการ แต่ทันที่กระจกเลื่อนลงจนสุด เขาสาดแก้วที่ภายในบรรจุฉี่ใส่ซิ้นดี แล้วรีบบึ่งรถออกไปและยังตะโกนด่าไล่หลังอีก ในตอนนั้นซินดี้กรี้ดร้องตกใจ เธอโวยวายห่วงแค่วิกผมของตัวเอง นี่แหละที่มาของฉากที่เกริ่นไว้ด้านบน
  • อเล็กซานเดรียรีบพาซินดี้มาร้านซักอบแห้ง ตอนที่นั่งรอเครื่องซักผ้าทำงาน ซินดี้บ่นอุบเรื่อง วิกผม เธอไม่มีเงินพอจะซื้อวิกอันใหม่ อเล็กซานเดรียจึงส่งวิกของตัวเองให้ซินดี้แล้วบอกว่า เอาของฉันไปใส่ก็ได้…
  • ซินดี้ยอมรับมาแต่โดยดีแล้วสวมมันทันที อเล็กซานเดรียชมว่า เธอสวยนะ ซินดียิ้มตอบ.และหนังจบเพียงแค่นี้
  • อ่อ ขอเสริมกี่ยวกับร้านโดนัท ไทม์ มันเป็นร้านที่ดูไม่น่านั่งนะ และโดนัทก็ดูไม่น่ากิน ไม่รู้ว่าผู้กำกับจงใจเลือกร้านนี้เพื่อให้มันดูธรรมดา กระจอก เหมาะกับพวกตัวละครในเรื่องหรือเปล่า ซึ่งไหนๆตอนจบของหนังก็จับตัวละคร ต่างสีผิว (ลืมบอกว่าแฟนซินดี้เป็นคนขาว) ต่างเพศ ต่างด้าว มายัดรวมกันที่นี้แล้ว จะขาดคนเอเชียไปได้ยังไง พนักงานร้านนี้จึงเป็นคนจีน (แต่อาจจะไม่ใช่ก็ได้นะ แต่หน้าตากระเดียดไปทางนั้น) จบ..

5
ชอบแทนเจอร์รีนตรงที่หนังมันเล่าเรื่องของคนชั้นล่างๆในแบบที่ไม่เศร้า ไม่ต้องเห็นใจ เป็นแต่เพียงการพาเราไปรู้จักอีกโลกหนึ่งที่คนชั้นกลางอย่างเราๆบางทีก็นึกภาพไม่ออกหรอก โลกของคนชั้นล่างที่บางทีสื่อต่างๆก็ไม่อยากจะพูดถึงมันสักเท่าไร มันดูเลวร้าย อัตคัด ยากจน จากมุมมองของเรา แต่นั้นแหละ สุดท้ายมันก็คือชีวิต ชีวิตที่ดิ้นรน มีความหวัง มีความฝัน มีความต่ำตม ปนอยู่ในวิถีทางของมัน สุดท้ายมันก็คือชีวิตเหมือนกันไม่ใช่เหรอ ซึ่งหนังพาเราไปดูว่า ตัวละครพวกนี้ มันก็หายใจ หึงหวง มีความอยาก มีความไม่ซื่อ ใช้บริการรถสาธารณะ เหมือนเราๆนี่แหละ ต่างกันตรงที่ความเลวร้ายที่สังคมกำหนดไว้ไอ้คนพวกนี้มันยืนอยู่ฝั่งนั้นไง ฝั่งที่อยู่ข้างๆเมืองศิวิไลท์อย่างแอลเอ (เสียดายที่มันคือแอลเอ ถ้าเป็นเมืองไทยคงอินกว่านี้ แต่ถ้ามีจะได้ฉายรึไง) สุดท้ายทำไม่ได้หรอกที่จะขจัดคนจน คนค้ายา โสเภณี เกย์ กะเทย พวกรักรวมเพศ คนต่างด้าว ให้หมดไปจากประเทศ ยูโทเปียมันไม่มีทางมีจริงหรอก แค่ยอมรับและ เข้าใจก็พอแเล้วว่า คนที่แตกต่างกับเราต่างก็ปะปนอยู่กับพวกเรานี่แหละ คิดแค่ว่าจะอยู่ร่วมกันยังไงไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่ง ไม่ดูแคลนรูปร่างหน้าตา เสื้อผ้าหน้าผม หรือ เพศสภาพที่มันไม่ได้สร้างมาให้เข้ากับเพศที่ตัวเองเลือก (เหมือนที่พวกซินดี้เป็นอยู่)  เขียนเองบางที่มันก็ยากที่จะทำแบบที่เขียนไว้นะ ว่าไหม

แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว (2016|GDH|โต้ง บรรจง)

fanday

สิ่งสมมติในระยะห่างระหว่างเรา

1
ขอติก่อนซึ่งตอนเรื่องพวกนี้ไม่ทันได้นึกหรอกเพราะดันอินกับหนังค่อนข้างมาก คือเรื่องระยะหนึ่งวันกับการท่องเทียวตามสถานทีต่างๆของเด่นชัยกับนุ้ย ซึ่งวันเดียวมันไม่ทันนะ เหมือนหนังแอบขี้โกงนิดๆ บวกกับการเล่าปูมหลังของทั้งเด่นชัยและนุ้ยที่บางเหตุการณ์ดูจงใจไปนิดนึงด้วย ซึ่งก็รู้แหละว่าจงใจ แต่ก็ยอมเพราะอินกับหนัง คือเปรียบเทียบง่ายๆนะว่า เด่นชัย เป็นพวกที่คลุกอยู่แต่กับคอมพิวเตอร์ เป็นฝ่ายไอที ไม่หล่อ บุคลิกไม่ดี ออกแนว stalker (เพราะเข้าไปจีบแล้วสาวไม่สนใจไง จึงต้องใช้วิธีสุ่มดูแล้วแอบทำสิ่งดีๆให้ภายหลัง เช่นจัดโต๊ะให้หลังเลิกงาน ตื่นแต่เช้าเพื่อมาจองที่จอดรถให้) ด้วย ลองนึกภาพถึงไอ้คนที่ต่อให้พยายามยังไงเราก็ไม่มีวันสนใจ เราพูดคุยกับเขา เรารู้ว่าเขาชอบเรา เรารู้ว่าเขาพยายาม แต่เราก็รู้ว่ายังไงก็ไม่มีทาง นี่แหละ ผมก็เคยทำแบบนี้กับคนที่มาชอบ เด่นชัยเป็นคนจำพวกนี้แหละ ส่วนนุ้ย ปูมหลังของนุ้ยคือคลับฟรายเดย์ในฉบับโต้ง บรรจุ เธออยู่ฝ่ายการตลาด นึกภาพน้องมิว หน้าตาน่ารัก อัธยาศัยดี ยิ้มง่าย อารมณ์ดี ชอบฟังเพลงเก่าๆ โอ้ย ดูดี แต่นี้แหละ ทั้งหมดคือความจงใจ แต่ที่ติๆมาเนี่ย มานึกได้ออกจากโรงแล้วกลับเข้าบ้าน ถึงค่อยระลึกได้ เพราะอย่างที่บอกเราอินกับหนังมาก มันจึงเชื่อมกับความรู้สึกของเราได้ในทันทีตั้งแต่ซีนแรกๆของหนัง

2
เราชอบตัวละครแนวเด่นชัยนะ ไอ้พวกตัวละครที่ปูมาว่าตัวเองเป็นพวกมนุษย์ล่องหน เป็นพวกคนธรรมดาสามัญ การมีหรือไม่มีตัวละครพวกนี้ไม่มีผลต่อเหตุการณ์ในชีวิตของใครเลย เป็นไอ้พวกขี้แพ้ ไอ้พวกที่ถูกมองข้ามเนี่ยแหละ ดังนั้น หากไม่นับนุ้ยเพราะตัวละครอย่างเด่นชัยนี้แหละ ทำให้หนังมันน่าสนใจมากสำหรับเรา ประเด็นต่อมาความรู้สึกของนุ้ยที่มีต่อเด่นชัย ก็เหมือนที่เขียนไว้ที่ข้อแรก โคตรเข้าใจ ทั้งหมดมันเลยทำให้อินกับหนังง่ายมาก

3
พูดถึงช่วงกลางเรื่องที่นุ้ยสนิทใจกับสถานะเป็นแฟนของเด่นชัย ซึ่งตอนแรกนุ้ยไม่เชื่อจริงๆว่าเธอเป็นแฟนเด่นชัย ส่วนนี้เป็นรอมคอมมาก โรแมนติก น้ำเน่า แต่น้ำตาเราไหล มันไหลเพราะหนังเฉลยบทสรุปของเรื่องโกหกของเด่นชัยกับนุ้ยอย่างกลายๆด้วยเงื่อนไขของโรคความจำเสื่อมแล้วตั้งแต่ตอนแรกๆ บวกกับเพลงประกอบ ฝันลำเอียง ของพี่แจ้ วายป่วงมากน้ำตา

4
ซีนเกือบสุดท้ายที่เด่นชัยสารภาพความจริง ดีมากซีนนี้ ทำให้เกิดคำถามกับความเป็นมนุษย์ที่ว่าอะไรทำให้คนเราเปลี่ยนไปในช่วงเวลาแค่สี่ปี เหมือนอย่างที่นุ้ยมารู้ความจริงของตัวเองในปีปัจจุบันว่าเธอทำในสิ่งที่นุ้ยในปี 2012 ต้องเสียใจ (อย่าลืมว่าปุมหลังของนุ้ยคือคลับฟรายเดย์) เธอทำให้ตัวเธอเอง (ในอดีต) เสียใจ มันมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนความคิดหรืออุดมการณ์ของตัวเองได้ หนังทำหน้าทีได้ดีตรงที่ไม่ตัดสินว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเองของนุ้ยเป็นเรื่องผิดบาป แต่เหมือนหนังจะบอกว่า คนเราเองต่างหากที่มักเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้เข้ากับสังคมได้ตลอดเวลา จนลืมความเป็นตัวเอง ลืมสิ่งที่เป็นตัวเราในแบบที่เราชอบอย่างบริสุทธ์ใจ และหนังยังย้ำความจริงที่ว่าระยะห่างระหว่างเด่นชัยกับนุ้ยจะไม่มีวันมาบรรจบกัน ไม่มีวันมาบรรจบกันในโลกของความจริง เด่นชัยเคยพยายามเข้าหานุ้ยแล้ว เคยพยายามเท่าทีคนห่วยๆอย่างเขาจะลุกขึ้นมาลองจีบผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบมากและไม่คู่ควรกับตัวเขาเองเลย สิ่งที่นุ้ยสัมผัสจากตัวตนของเด่นชัยจนก่อเกิดเป็นความรักมันคือความฝัน คือแฟนตาซี คือระยะห่างที่นุ้ยไม่ตั้งใจก้าวเข้ามาตั้งแต่แรก พอตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้นเธอก็จะลืม ลืมทุกอย่าง และจำได้เพียงเด่นชัยคนก่อนวันเมื่อวานซึ่งเป็นคนที่เธอจะไม่มีวันสนใจ

4.1 ขอเสริมเรื่องที่อ่านเจอมาเกี่ยวกับ เรื่องที่ทำไมนุ้ยถึงลืมช่วงเวลาสามปี คือถ้าคิดง่ายๆตามพลอตหนังเลย ก็เพือให้เด่นชัยสวมรอยเป็นแฟนนุ้ยได้ แต่สิ่งที่อ่านเจอมา น่าสนใจมากว่าก็ไอ้สามปีที่นุ้ยลืมอาจเป็นช่วงเวลาที่แม่งไม่มีความสุขสักเท่าไรไง  ตรงนี้มีฉากหนึ่งในพาร์ทคลับฟรายเดย์ของนุ้ยนี่แหละเป็นเครื่องยืนยันว่า แนวความคิดเรื่องนี้น่าจะจริง (ตรงบทความนี้น่าจะอ่านมา แฟนเพจ @Kafelme นะ)

5
เต๋อแสดงดีมากบวกกับฝ่ายคอสตูมที่แปลงโฉมเต๋อด้วยทรงผมหยิกฟูรวมถึงทำฟันเก ซึ่งเต๋อสวมบทบาทเป็นคนไม่ชอบเข้าสังคม ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ไม่ค่อยสบตาคนที่คุยด้วย โดยเฉพาะนุ้ย จนเชื่อสนิทใจว่านี่แหละคือเด่นชัยไม่ใช่เต๋อ (ชอบฉากตอนที่เด่นชัยมาแก้เครื่องพริ้นเตอร์ที่โต๊ะทำงานของนุ้ยมากๆ)  ส่วนน้องมิว เวลายิ้มทีหัวเราะทีก็ล้มลงตายอย่างสงบ ฉากในโรงแรมนี่ชอบมากเป็นฉากก่อนที่เด่นชัยจะสารภาพความจริง สาเหตุที่เขาต้องสารภาพเพราะนุ้ยกำลังเคลิบเคลิ้มกับความรัก เธอเริ่มจูบเด่นชัย (ฉากนี้จูบจริง กรี๊ด) จากนั้นเธอยกมือขึ้นมาถอดเสื้อกันหนาวของเด่นชัยแล้วเลื่อนมือมาบรรจงปลดกระดุมเสื้อของตัวเอง เด่นชัยจึงต้องรีบสารภาพความจริง เราชอบฉากนี้เพราะ หนึ่ง นี่เป็นฉากรักในอุดมคติที่เล่าได้ถูกจังหวะมาก เมื่อมันผสมกับปุ่มพูดความจริงบนหน้าผาก (ตามจินตนาการผสมกับนิสัยไม่เข้าสังคม) ของเด่นชัย และสอง ชอบที่ฉากเลิฟซีนให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายเริ่มก่อน มันเป็นฉากที่มีนัยยะที่ดีว่าผู้หญิงก็มีความต้องการเหมือนผู้ชาย ได้โปรดลบมายาคติว่าด้วยผู้หญิงไม่ประสีประสากับเรื่องเซ็กซ์หรือผู้หญิงที่เริ่มเรื่องพวกนี้มักเป็นผู้หญิงร่านร้ายเสียทีเถอะ

6
ชอบรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่เอามาประกอบในหนังนะ ทั้งของสะสมของนุ้ยที่มันเชื่อมโยงกับญี่ปุ่น รวมถึงสถานทีต่างๆในฮอกไกโด มันมีความหมายกับเรื่องของเด่นชัยกับนุ้ยทั้งหมดเลย ทั้งหุบเขานรก งานเทศกาลหิมะที่ซับโปโร แม้กระทั่งการคงบุคลิกเด่นชัยที่ไม่น่าสนใจยังไงจนฉากสุดท้ายก็ยังไม่ได้สนใจอยู่อย่างนั้น

7 (สปอยล์นิดนึง)
ฉากจบที่ดูคลุมเครือเพราะเล่นกับความทรงจำที่ขาดหายไปของนุ้ย การทิ้งร่องรอยอะไรบ้างอย่างซึ่งอาจกระตุ้นให้นุ้ยจำเรื่องของเด่นชัยได้ทั้งหมดหรืออาจไม่ได้เลย มันดีมากๆที่หนังเลือกจะจบโดยยังคงความเป็นจริงระหว่างเด่นชัยกับนุ้ยกับเอาไว้

ปล  เอามาลง blog ตอนที่ dvd เรื่องนี้ออกมาพอดี

gone girl (2014|David Fincher)

gone-girl-2

1.ชีวิตเดิมเริ่มใหม่

คุณอาจใช้เวลาทบทวนครุ่นคิดอยู่นานเพื่อหาข้อสรุปของความรู้สึกที่มีต่อคนรักของคุณ และคุณก็พบคำตอบว่าคุณไม่สามารถรักเธอได้อีกแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้นคุณตัดสินใจจะขอเลิกกับเธอ  แต่เช้าวันนั้น เธอหายไป ทิ้งไว้เพียง ร่องรอยของความรักที่แตกกระจาย และเงื่อนงำของความรู้สึกระหว่างคุณกับเธอที่ค่อยๆสึกกร่อนลงภายในช่วงเวลาห้าปีที่ผ่านมา เช้าวันที่เธอหายไป คุณรู้สึกอย่างไรกันแน่? คุณโทรแจ้งตำรวจ การแกะรอยค้นหาคนรักของคุณจึงเริ่มขึ้น เรื่องราวของคุณนับจากนี้คงจะจบลงแค่ข่าวกรอบเล็กๆในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น คุณเองก็รู้เรื่องนี้ดี เธอมีชื่อเสียงมากพอจนคุณต้องแถลงข่าวถึงการหายตัวไปของเธอ และ ทันทีที่ตำรวจค้นเจอคำใบ้ของเกมตามล่าหาของขวัญในวันครบรอบแต่งงานที่คุณคุ้นเคย เกมที่เธอตั้งโจทย์ให้คุณแก้… คุณเริ่มตระหนักถึงความร้ายกาจของเธอ นังตัวแสบของคุณ เธอกำลังแก้แค้นคุณในสถานการณ์ที่เธอตระเตรียมไว้เป็นอย่างดี เธออาจเจ้าคิดเจ้าแค้นไปเสียหน่อย เพราะเธอคงเสียหน้าที่คนสมบูรณ์แบบอย่างเธอถูกเมินเฉย คุณก็แค่เล่นไปตามบทบาทของสามีที่สำนึกผิด คุณจ้างทนาย คุณให้สัมภาษณ์ออกรายการโทรทัศน์ ขอความเห็นใจของจากประชาชน และในเช้าวันหนึ่งเธอจะกลับมาหาคุณ เมื่อถึงตอนนั้น ชีวิตคู่รักคนดังของคุณกับเธอจะได้เริ่มต้นอีกครั้ง

2.เรื่อง (…) ระหว่างเรา –

ผมเคยคิดจะบอกเลิกกับแฟนที่คบกันมาประมาณห้าถึงหกปีแต่ผมไม่กล้าพอ ผมไม่มีทั้งแรงกระตุ้นและแรงจูงใจจากบุคคลที่สาม เหตุผลของผมมีแค่ ผมรักเธอไม่ได้อีกแล้วและนั้นไม่มากพอที่จะทำให้ผมกล้าพูดออกไป แต่ในฉากสุดท้ายของผมกับเธอ ผมถูกเธอบอกเลิก เรื่องแลดูหักมุมแต่ผมผ่านช่วงเวลาหวือหวา สุข/ทุกข์และเห็นแก่ตัวมามากพอแล้ว การฟูมฟายไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะในที่สุดเรื่องรักของผมกับเธอก็ต้องจบลง (อย่างที่ผมเคยต้องการ) เหมือนที่ผมหมดรักเธอ และใช้เวลาไม่นานคนรอบข้างก็จะลืมเรื่องของเราสองคน เรื่องราวความรักธรรมดาของผู้คนสามัญชนก็คงมีเพียงเท่านี้ แต่เรื่องของนิคกับเอมี่ใน Gone girl ไม่ใช่อย่างนั้น ชีวิตส่วนตัว ชื่อเสียงความเป็นอัจรยะของเอมี่ในวัยเด็ก ฐานแฟนคลับ ภาพลักษณ์ของเอมี่ที่พ่อแม่ (จงใจสร้างขึ้นมา) ปลาบปลื้ม ปัญหาการเงิน ภาพพจน์ของนิคที่เกาะเมียกิน ภาพแรกรักที่วาบหวามหวือหวา คนรักในอุดมคติที่จะมาพาข้ามผ่านชีวิตอันจำเจ นักศึกษาสาวนมโตที่แอบมาให้นิคอึ๊บในบ้าน การหักหลังและความผิดหวัง คำโกหกและเรื่องจริง ทุกสิ่งเหล่านี้ต่างประดังเข้ามาราวเนื้อหาของละครน้ำเน่าหลังข่าวเรทติ้งดี แต่ลึกลงไปในรายละเอียด พฤติกรรมที่เอมี่อยากลงทัณฑ์สามีด้วยมือของเธอเองอาจไม่ต่างจากพฤติกรรมของจอห์น โด (Seven) สักเท่าไร  หรือ เอมี่ในภาพลักษณ์หญิงสาวมหัศจรรย์ ฉลาด เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ แท้จริงแล้วต้องการแค่ใครสักคนที่เข้าใจตัวตนของเธออย่างที่ลิสเบธ (The girl with the dragon tattoo) โหยหา สิ่งเหล่านี้เป็นข้อดีของหนังเนื้อหาจำพวกผัวเมียละเหี่ยใจที่จิลเลียน ฟลินน์ เขียนขึ้นมาอย่างมีชั้นเชิงและจิกกัดผู้คนในยุคหิวโหยสื่ออย่างพอหอมปากหอมคอ และน่าจะเป็นการจับคู่กันอย่างพอเหมาะพอเจาะ (เนื่องจากผมยังไม่เคยอ่าน Gone girl มาก่อน จึงไม่แน่ใจว่าบรรยากาศของเรื่องที่เล่าผ่านตัวหนังสือจะใกล้เคียงกับที่เดวิด ฟิชเชอร์กำกับไว้หรือไม่) ที่เนื้อหาอย่าง Gone girl มาตกอยู่ในมือของผู้กำกับที่นิยมเล่าเรื่องของผู้คนทึมเทาในโลกสลัวมัวหมอง อย่างเดวิด ฟิชเชอร์

3.เรื่องจริงระหว่างเรา – (เปิดเผย (บาง) ส่วนสำคัญของหนัง)

ความรู้สึกต่อไปนี้น่าจะเป็นเรื่องจริง

  • เหมือนตามดูรูปคู่รักผ่าน Face book แต่พอรักร้างมันก็แค่เรื่องระหว่างเรา
  • ชาวบ้านดูคลั่งเรื่องบนเตียงของคนดัง
  • พ่อแม่รังแกเอมี่ / เอมี่อับอายเรื่องเตียงหัก / เอมี่เป็นเด็กมหัศจรรย์ / เอมี่ฉลาดการันตีจากใบปริญญาจากฮาร์วาร์ด
  • กับนิคไม่รู้สึกอะไรมากนอกจาก มึงฟาดเด็ก
  • ฉากเอมี่ ปาดคอ กิ๊กเก่าทำให้หัวใจชุ่มชื่นขึ้นมาบ้าง / ราวเพิ่งสำเร็จความใคร่หลังที่โดนหนังเล้าโลมมานาน
  • ช่วงกลางเรื่องค่อนไปทางฉากหลังๆของเรื่อง เริ่มเบื่อ ถ้าเอมี่กับนิคคิดว่าดีก็ทั้งรักทั้งระแหวงกันต่อไปเถอะ
  • ชอบการเล่าเรื่องครึ่งแรกๆของหนัง ก่อนเฉลยว่าเอมี่วางแผนเอาคืนนิคยังไงบ้าง (เหมือนเดวิดกำลังละลายพฤติกรรมคนดูด้วยไดอารีของเอมี่)
  • ชอบบรรยากาศที่ดูสงบแต่ทว่าอึ้มครึ้มมีความเหงาอยู่ในท่าที เหมือนอาศัยอยู่ในบ้านขนาดร้อยตารางวา มีสมาชิก 3-4 คน บ้านแลดูกว้างขวาง สะอาด เป็นระเบียบ ยามเช้ามีแสงแดดบางเบาลอดผ่านม่านหน้าต่างสีขาวลงมา แต่ก็ แม่ง! รู้สึกเหงาฉิบหาย

กอด (2008|คงเดช จาตุรันต์รัศมี) ~ส่วนเกินอันเป็นที่รัก

A6763128-9

1.ส่วนเกิน
ขวานเป็นชายที่มีสามแขน แขนข้างที่เกินมาคือข้างซ้าย
หลังจากแม่ของขวานและลุงช่างตัดเสื้อเสียชีวิตลง
ขวานรู้สึกมาตลอดว่าแขนข้างที่สามเป็นส่วนเกินของชีวิตเขา
ขวานทนไม่ได้ที่ต้องตกเป็นตัวประหลาดของคนรอบข้าง
ขวานจึงตัดสินใจออกเดินทางไปกรุงเทพเพื่อตัดแขนข้างที่สามออก

ระหว่างทางขวานเจอนา เธอกำลังมุ่งหน้าสุ่กรุงเทพเช่นเดียวกัน
เธอไปกรุงเทพเพื่อตามหาผัว
นาเป็นผู้หญิงหน้าตาน่ารัก
แต่เธอมีสิ่งที่ผู้ชายสนใจมากกว่าหน้าตาของเธอ
นั้นคือนมที่มีขนาดใหญ่โตกว่าผู้หญิงทั่วๆไป

นาไม่เคยรู้สึกถึงไออุ่นของความรัก
ขวานคิดเสมอว่าแขนข้างที่สามมันเป็นส่วนเกินที่เขาไม่ต้องการ

การร่วมเดินทางของขวานและนา
ทำให้ต่างคนต่างเห็นคุณค่าของกันและกัน

อ้อมกอดของขวานสำหรับนามันอุ่นกว่าครั้งใดๆ
ในขณะเดียวกันขวานรักนาที่หัวใจไม่ใช่นม
ส่วนเกินของขวานมาเติมสิ่งที่ขาดของนา
โลกของคน (ที่มีบางอย่างเป็นส่วนเกิน) สองคนที่สมบูรณ์แบบด้วยตัวมันเอง
สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าโลกของคนที่คละเคล้ากันด้วยความต่าง
แต่พยายามจะทำให้ความต่างเป็นเรื่องของชนชั้น
และพยายามจะมองเรื่องของชนชั้นเป็นการใช้อำนาจสร้างบารมีให้ตัวเอง

แนวคิดง่ายๆแต่เลิศหรูนี่คือ เรื่อง “กอด”

2.เติมเต็ม
ความรู้สึกส่วนตัวที่มีต่อ กอด คือ หนังที่ตั้งใจจะบอกเล่าถึงความทุกข์ต่อแขนข้างที่สามของขวานมากเกินไป จน / น่าจะเหลือเวลาไม่มากพอที่จะพาคนดูไปรู้จัก ตัวละครอย่างขวาน และ นา ให้มากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นผมจึงรู้จักแค่ ขวานมีสามแขนและกำลังถูกทิ้งให้อยู่บนโลกนี้คนเดียว (เพราะแม่และลุงช่างตัดเสื้อของขวานได้เสียชีวิตลง) นาอยากให้มีคนมารักที่หัวใจไม่ใช่จ้องแต่จะนอนกับเธอท่าเดียว ผมคิดว่าถ้าคนดูได้รู้จัก มุมมองของตัวละครสองคนนี้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เหตุผลของการกระทำหรือคำพูดที่ใช้ปลอบประโลมกันน่าจะมีน้ำหนักมากกว่านี้ แต่ถึงยังไงฉากท้ายๆของเรื่องก็ทำให้เผลอลุ้นอยู่เหมือนกันว่า คงเดช (ผู้กำกับ) คงไม่ใจร้ายเกินไป อาจเป็นเพราะผมไม่อยากดูหนังเศร้าในตอนนี้ก็ได้ ในเมื่อขวานได้เรียนรู้แล้วว่าการตัดแขนข้างที่เกินมาทิ้งไป เขาได้รับอะไรกลับคืนมาบ้าง เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ไหม ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ขวานก็สมควรที่จะได้รับความสุขกลับคืนมาบ้าง ย้อนเรื่องกลับไป หลังขวานตัดแขนข้างซ้ายที่เกินมาทิ้งไป ขวานกลับไม่ชินกับการมีสองแขนอย่างคนปกติทั่วไป คนในหมู่บ้านยังคงพูดถึงความปกติ (สองแขน) ของขวานราวกับเป็นเรื่องประหลาด ขวานจึงเข้าใจแล้วว่า จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องของ “แขน” แต่เป็นเพราะขวานใช้ชีวิตอยู่โดยไม่มีแม่และลุงช่างตัดเสื้อต่างหาก ทุกอย่างรอบๆตัวขวาน ผู้คนเหล่านั้นยังคงใช้ชีวิตไปตามปกติ ไม่มีใครมาทุกข์ร้อนหรือเห็นอกเห็นใจหรือยินดีต่อการเปลี่ยนแปลงของขวาน หนังจะจบลงที่ตรงนี้ก็ได้ แต่ยังดีที่ คงเดช ไม่ได้ตั้งใจแต่แรกว่าจะทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังเศร้า ฉากสุดท้ายของเรื่อง ขณะที่ขวานกำลังพยายามปรับตัวให้เข้ากับความรู้สึกของการสูญเสียอะไรบางอย่างที่มีความหมายมากกว่าแขน (ผมเข้าใจว่า แขนข้างที่เกินมา คือ ความทรงจำที่มีต่อแม่ เพราะแม่บอกขวานเสมอว่าขวานคือคนพิเศษ) มีจดหมายฉบับหนึ่งถูกเสียบอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน เป็นจดหมายจากนา มันลงท้ายด้วยคำว่า คิดถึง (นาเดินทางไปกรุงเทพทั้งๆที่พอจะรู้คำตอบอยู่แล้วว่า ผัว ของนาคงไม่กลับมาแล้ว แต่คงไปเพื่อตอกย้ำความรู้สึกของตัวเองว่า ตัดใจจากผู้ชายคนนี้เสียเถอะ) ฉากจบของหนัง ขวานไปหานาที่บ้าน (บ้านของนาทำไร่ชาเขียว) ขวานยังคงเดินตูปัดตูเป๋เพราะยังไม่ชินกับสองแขน ภาพค่อยซูมๆออก ในขณะที่ขวานวิ่งเข้าโผกอดนาราวกับว่าตัวเองมีสามแขน

3.
หลังดูจบแล้วผมรู้สึกชอบนะ แม้ไม่ถึงกับมากแต่ก็เป็นหนังที่น่าสนใจทีเดียวอย่างน้อยหนังก็ประสบความสำเร็จ (กับคนดูอย่างผม) ต่อสิ่งที่ต้องการสื่อว่าความรักไม่ได้ต้องการรูปลักษณ์ภายนอกอะไรมากมายขอแค่หัวใจและความเข้าใจของคนสองคนก็พอ