หมอนรถไฟ (2017|สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์)

railway-sleepers-featured_600x338
CR รูปจาก : http://www.adaymagazine.com

          หมอนรถไฟ เป็นหนังสารคดีที่เก็บ/บันทึกเรื่องราวของผู้คนทุกชนชั้น ทุกเพศ ทุกวัฒนธรรม ระหว่างการเดินทางด้วยรถไฟจากเหนือลงใต้ ในช่วงปี 2551-2558 นับเวลาก็ประมาณ 8 ปีทีเดียว

          แน่นอนว่า พอมันใช้เวลาถึง 8 ปี ภาพเรื่องราวของหมอนรถไฟที่ผ่านสายตาเรามันจึงเหมือนการตกผลึกทางความคิดของผู้กำกับ หนังจึงไม่ได้ทำหน้าทีเพียงบันทึกและบอกเล่าแค่การเดินทางของผู้คนด้วยรถไฟเท่านั้น แต่ในตู้รถไฟเหล่านั้น มันคือวิถีชีวิตของชุมชนคนแปลกหน้าที่ต่างมีจุดหมายปลายทางเดียวกัน เป็นชุมชนที่ถูกคัดแยกด้วยชั้นประเภทของตู้รถไฟ ภาพแรกที่เราเห็นจากหนัง จึงเป็นภาพตู้รถไฟชั้นสาม พัดลม พนักพิงของเก้าอี้ปรับเอนไม่ได้ (เราอาจไม่แม่นเรื่องการเรียกประเภทของตู้รถไฟนะ) สลับกับอีกขบวนตู้รถไฟ เป็นชั้น 3 เช่นกันแต่แออัดด้วยผู้คนที่ต่างยืนเบียดเสียดกัน เราจะเห็นภาพชีวิตของผู้คนที่กำลังนั้งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เด็กวัยรุ่นที่พูดคุยกันหรือร้องเพลงฆ่าเวลา เห็นการประกอบกิจวัตรประจำวันอย่างเข้าห้องน้ำ แปรงฟัน การหลับนอนบนเบาะเก้าอี้ที่ดูไม่สบายเอาเสียเลย เห็นพ่อค้าแม่ค้าขายเครื่องดื่มของกิน แม่ค้าขายหนังสือทำนายดวงเล่มละ 10 บาท งานปาร์ตีในตู้รถไฟที่แอดอัดด้วยผู้โดยสารกลุ่มใหญ่ ไปจนถึงชายขาพิการที่ลักลอบมาขอทาน จนหนังพาเราเปลี่ยนไปนั้งขบวนรถไฟลงใต้ เราจึงเริ่มเห็นสีสันจากผ้าสาหรี่ของหญิงสาวมุสลิม เห็นทหารถือมือเดินตรวจตามสถานีและในตู้รถไฟ ท่ามกลางความอัตคัดของพื้นที ความเป็นอยู่ การตรวจตราเข้มงวด หรือแม้แต่สีสันที่ฉายทาบมาจากโทนสีเสื้อผ้าที่สวมใส่ มากน้อยเหล่านั้นนี่แหละ ที่ทำให้เราสังเกตถึงการเปรียบเปรยและเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เห็น แล้วเราจะยิ่งตระหนักได้มากยิ่งขึ้นเมื่อ หนังพาเรามาขึ้นรถไฟประเภทตู้นอนปรับอากาศชั้น 2 ตู้รถไฟชั้นนี้ มีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าแบบพัดลมชั้นสามอย่างเห็นได้ชัด มีห้องจัดปารตี้ มีห้องอาหาร มีเตียงนอน มีความสะดวกสบายมากมายกว่า แต่กระนั้น การเปรียบเปรยเชิงตั้งคำถาม จากฉากที่เราได้ยินจากวงสนทนาบนโต๊ะอาหาร ของหญิงสาวคนหนึ่งว่า ไม่อยากใช่ห้องน้ำบนรถไฟ หรือ การนั่งดูลายมือ พูดคุยถึงเรื่องดวงชะตาอย่างสนุกสนาน เหล่านี้มันทำให้เรานึกย้อนไปหาฉากของตู้รถไฟพัดลม ความอัตคัดเหล่านั้นกับความสะดวกสบายที่เราได้สัมผัส ราวการจำลองภาพชุมชนที่มีความทั้งต่างและห่างของชนชั้น ซึ่งต่างมุงหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกัน โดยไมได้นำพาการเปลี่ยนแปลงใดๆมาสู้ชีวิตของพวกเขาเหล่านั้น นอกจากการคงอยู่ของฐานันดรและการเดินทางเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งเท่านั้น

         การเดินทางของหนังสารคดี หมอนรถไฟ เกือบจะลงอย่างธรรมดาสามัญ หากซีนการสนทนาในตู้รถไฟปรับอากาศชั้น 1 ระหว่างชายหนุ่มกับชายชาวต่างชาติซึ่งพูดไทยได้คล่องมาก มันเป็นบทสนทนาถึงการสำรวจทางรถไฟ การสร้างรถไฟสายแรก สถานีปากน้ำ ในสมัยรัชกาลที่ 5 พูดถึงการทำงานกับวิศวะกรจากชาติอื่นอย่าง อังกฤษ เยอรมัน ซึ่งทั้งหมดออกมาจากชายชาวต่างชาติคนนั้น หากกะเกณฑ์จากหน้าตา อายุไม่น่าเกิน 50 ปี และที่น่าสนเทหฺ์ไปกว่านั้น เขาเรียกประเทศไทยว่า สยาม แต่ไม่ว่าฉากนี้จะดูแฟนตาซีอย่างไร แต่มีประโยคหนุึ่งที่สะดุดใจเรามากนั้นคือ ก่อนการสร้างรถไฟ การเดินทางไปเชียงใหม่ใช่้เวลาประมาณ 1 เดือน พอมีรถไฟ ใช้เวลาเดินทางเพียง 2 วัน เราแม่งรู้สึกถึงคุณุปการของการสร้างรถไฟในสมัยนั้นมากถึงมากที่สุด แล้วในขณะเดียวกันนั้นเอง ก็ทำให้นึกย้อนไปถึงซีนในช่วงแรกๆของหนัง ที่ว่าด้วยการเล่าผ่านหน้าจอทีวีในสถานีรถไฟแห่งหนึ่ง ซึ่งรายการที่ฉายอยู่นั้นเป็นรายการโฆษณาโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ ซึ่งในตอนท้ายของโฆษณาชุดนี้ว่าด้วยบทสัมภาษณ์ของนักเรียนที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการศึกษาเพื่อจบออกมาพัฒนาการรถไฟไทยให้เจริญก้าวหน้า…ฉากนี้แล่นผ่านมาทาบทับอีกครั้ง เรารู้สึกถูกเย้ยหยัน ซึ่งเราเป็นคนหนึ่งที่เคยอาศัยรถไฟปรับอากาศ ชั้น 2 กลับบ้านต่างจังหวัด แต่ปัจจบันเราพอมีรายได้จึงเลือกจ่ายแพงกว่าเพื่อนั่งเครื่องบินกลับบ้านแทน…

        สุดท้ายข้อสรุปสั้นๆว่า หมอนรถไฟ อาจะไม่เหมาะกับทุกคน แต่หากเรารู้สึกว่าภาพชีวิตของผู้คนที่ไร้การแต่งเติมซึ่งถูกบันทึกด้วยสายตาของคนทำงานศิลปะมันคือความงดงามอันจริงแท้ของมนุษย์ จงดู

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s