ดอกฟ้า หมาแจ๊ส (2017|ยุทธเลิศ สิปปภาค)

ig_แจ๊ส ชวนชื่นjazzpadung
cr : ig แจ๊ส ชวนชื่น @jazzpadung

 

ครั้งหนึ่ง (เมื่อนานมาแล้ว) พี่ต้อมเคยให้สัมภาษณ์ทางรายการทีวีว่า เขาทำหนังแบบคานส์ได้ (และจงนึกถึงสีหน้า ท่าทางอันกวนตีนของพี่ต้อมด้วยจะได้อรรถรสมาก) ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าพี่ต้อมจะทำได้จริงๆหรือเปล่า เพราะเมื่อลองนึกถึงหนังของพี่ต้อมที่เราตามดูมาเกือบทุกเรื่อง ผมไม่สนใจหรอกว่าพี่จะทำหนังเพื่อให้ไปคานส์ได้หรือเปล่า แค่พี่ยังคงเป็นพี่ ยังคงความบ้าระห่ำ กวนตีน เอาแต่ใจปากจัด เอาไว้ในหนังของพี่ ผมก็โอเคแล้ว

หากไม่นับในเรื่องพลอตหรือบทของหนัง สิ่งหนึ่งที่ชอบมาตลอดไม่ว่าหนังเรื่องนั้นจะเป็นยังไง นั้นคือโลกที่พี่ต้อมสร้างขึ้นมาในหนัง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ เสื้อผ้านักแสดง อุปกรณ์ประกอบฉาก แสงสีในแต่ละฉาก ซึ่งมันมีทั้งความพอดีและความไม่พอดี มีความปกติสามัญและความเพ้อฝันแบบชายหนุ่มกลัดมันที่หัวใจคุคลั่งไปด้วยสีสันเจิดจ้า ซึ่งเอาจริงๆมันก็รวมไปถึงลักษณะตัวละครด้วย (หากไม่นับเรื่อง กุมภาพันธ์ รักสามเส้า ตุ้กแกรักแป้งมาก ก็จัดอยู่ในลักษณะที่พูดถึงนี่ด้วย แม้จะไม่มากเท่าไรก็ตาม)

และแน่นอนว่าดอกฟ้า หมาแจ้สก็จัดอยู่ในลักษณะนี่เช่นเดียวกัน และดูจะหนักข้อกว่าทุกๆเรื่องที่ผ่านมา ซึ่งแค่ฉากแรกของหนัง การเปิดตัวใบเตยด้วยเพลงไม่เอานะเกรงใจ (เรียบเรียงใหม่และร้องโดยใบเตย) พร้อมหางเครื่องในชุดเดรสสีแดง มีฉากหลังเป็นผับที่ตกแต่งแบบยุค 90 และมีแจ้สเป็นดีเจเปิดแผ่น ความประดักประเดิดแ แบบโลกของพี่ต้อม มีนเริ่มติดเครื่องตั้งแต่ฉากแรกนี่เลยทีเดียว ซึ่งถ้าหากเรารับสิ่งเหล่านี้ได้ สนุกไปกับมันได้ โลกของดอกฟ้า หมาแจ้ส ที่มีทั้งเรื่องของความรัก มิตรภาพของเพื่อน การย้อนเวลา การทำศัลยกรรม กระเทย ทหาร มุกตลกคาเฟ่ เพลงค่ายอาร์เอสยุครุ่งเรือง (ยุค90) (แรพเตอร์ พี่เจมส์ อันนต์ อันวา) และพี่ต้อม เป็นเอก (เป็นตัวละครสำคัญด้วย ไม่ว่าจะมองว่าเป็นการคารวะผลงานกันหรือการเสียดสีกันนั้น สุดท้ายผมก็ชอบพี่ทั้งสองคนอยู่ดี ครั้งหนึ่งพี่ต้อมเป็นเอก ก็เคยแขวะกุมภาพันธ์เหมือนกัน ร้ายพอกัน ) ก็พร้อมประดังประเดความพิลึกพิลั่น ขาดๆเกินๆ แบบพี่ต้อมใส่เราอย่างไม่ยั้ง

พลอตดอกฟ้าหมาแจ๊สมีความเอาแต่ใจสูง เหมือนการย่อยองค์ประกอบที่ไม่น่าเข้ากันได้ ให้กลายเป็นกลุ้มก้อนอันเดียวกันได้ ซึ่งไม่ได้หมายความมันจะมีความพอดีหรือสมบูรณ์นะ มันมีความขาดๆเกินๆ ไม่ค่อยต่อเนื่อง นึกจะตลกก็ตลกเลย (ชอบบทพี่โรเบิร์ตมากๆ) นึกจะเอาเพลงอาร์เอสมาก็ใส่เข้ามาเลย นึกจะโรแมนติคก็มาจ้องตาดราม่ากันเลย แต่ทว่าแต่ละฉากมันเสร็จสรรพในตัวของมันนะ มองผาดเผินเหตุการณ์ต่างๆในเรื่องมันดูมั่วยุ่งเหยิง แต่โดยส่วนตัวการที่หนังมีตัวละครที่คลั่งเครื่องแบบทหารมีอิทธิพลต่อตัวละครอื่นในอีกโลกหนึ่ง และตัวละครที่เคยอยู่ใต้อาณัติของทหานเลือกเป็นกระเทยในอีกโลกหนึ่งจนทำให้เกิดรักสามเส้า แต่ในสุดท้ายตัวละครที่เคยเป็นกระเทยก็กลับกลายเป็นทหารเต็มตัวและส่งผลให้เรื่องร้ายๆกลับกลายเป็นดี นั้นคือ หมาได้แต่งงานกับฟ้า แม่ของหมายังมีชีวิตอยู่เป็นต้น ราวกับว่าพี่ต้อมกำลังประชดประชันการปกครองของทหาร อย่างไดอลอคทีเล่นทีจริงในฉากงานแต่งงานนั้นชัดเจนมากๆ ซึ่งมันทำให้รู้สึก เออ หนังแม่งสมบูรณ์ขึ้นมาเลย

สรุปโดยรวมดอกฟ้าหมาแจ๊ส ไม่ใช่หนังดีเดอะไรมากมายและคงไม่เหมาะกับทุกคน แต่ถ้ารักในความเป็นต้อม ยุทศเลิศในหนังของพี่เขาได้ สนุกกับมันได้ จงไปดู

Advertisements

die tomorrow (2017|นวพล ธํารงรัตนฤทธิ์)

DieTomorrow5

ในหนังสารคดี we are X ตอนที่โยชิกิ เผยถึงความรู้สึกและผลกระทบจากการฆ่าตัวตายของพ่อ-ของเขาว่าส่งผลอะไรถึงเขาบ้าง ช่วงที่ปัญหาทั้งจากของตัวเอง วงดนตรี และเพื่อนสนิทรุมเร้าโยชิกิเคยคิดจะฆ่าตัวตาย แต่พอเขาตระหนักได้ถึงช่วงเวลาที่เขาสูญเสียพ่อไป ถ้าเขาทำเหมือนพ่อ คนที่อยู่ข้างหลังอย่างแม่ของเขาก็คงทุกข์ทรมานเช่นเดียวกัน (ป๋าโยของเราจึงยังคงอยู่ ชุบชีวิต X Japan กลับมาและยังไม่ออกอัลบั้มใหม่เสียที) die tomorrow เองก็พูดเรื่องในบริบทคล้ายกับที่โยชิกิตระหนักได้ถึงผลกระทบจากความตายของพ่อของเขา นี่คือสารที่หนังเรื่องนี้อยากสื่ออกมา เพียงแต่การบอกเล่าถึงความตายของเต๋อ มันคือ 24 ชม ก่อนที่คนคนหนึ่งจะหายไปทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ มันคือช่วงเวลาที่เรายังไม่ทันได้ตระะหนักรู้ถึงผลกระทบของความตาย หนังจึงเล่าด้วยท่าทีที่เรียบง่าย เฉยเมย สงบนิ่ง ทุกสิ่งคือปัจจุบันที่ตั้งอยู่บทความไม่แน่นอน (อนินจัง)

คงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่เต๋อ นวพล จะทำหนังที่พูดถึงเรื่องสัจธรรมอย่างความตาย เพราะเต๋อได้พิสูจน์ตัวเองต่อแฟนๆ (และนายทุน) แล้วว่า เขาทำหนังอินดี้ให้อยู่ในกระแสได้ดีขนาดนั้น และนี้คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ die tomorrow คือหนังที่เต๋อทำตามใจตัวเองมากที่สุด ทั้งสีของหนัง สถานที ดนตรีประกอบอันน้อยชิ้น การแช่ภาพไว้นิ่งๆ หรือการเล่าเรื่องแบบหนังสารคดี สอดแทรกกับภาพถ่ายของเหตุการณ์ต่างๆที่สื่อถึงช่วงเวลาก่อนจะมีใครสักคนหายไป

ซึ่งถ้าใครตามเพจของเต๋อ จะสังเกตได้ว่าเต๋อเคยโพสต์ถึง งานของบรรดาผู้กำกับอย่าง ชุนจิ อิวาวิ โคโรอิดะ (งานยุคแรกๆ) หรือ รอย แอนเเดอร์สัน (แต่ผมนึกถึงอีกคนหนึ่ง ไม่ใช่สิ ต้องหมายถึงหนังเรื่องหนึ่งมากกว่า นั้นคือ Nymphomaniac (2013) ของ ลาร์ส ฟอน เทียร์ ) เราจะได้เห็นอิทธิพลของงานของ ผกก เหล่านี้ใน die tomorrow ซึ่งเต๋อก็ทำได้ดีมากเลยนะ ทุกฉากมันถูกบอกเล่าผ่านตัวนักแสดง ห้องนอน ห้องในโรงแรม ดาดฟ้า ระเบียงตึก ชานหน้าบ้าน ดนตรีประกอบ ได้อย่างลงตัว สมจริง งดงาม เฉยเมย และสงบนิ่ง ทั้งๆที่ความรู้สึกของผมตอนนั้นมันค่อนข้างหม่นหมองลงไปบ้างแล้วก็ตาม (อาจด้วยผมเองก็เคยนึกถึงความตาย ด้วยความรู้สึกทีเล่นทีจริงว่า ถ้าคนเราพอตายแล้วร่างกายจะระเหิดหายไปเลยก็คงดี จะได้ไม่ต้องยุ่งยากเรื่องงานศพ และควรจะลบเรื่องราวของเราออกไปจากความรู้สึก/ความทรงจำคนที่ยังอยู่ด้วย)

-สปอยล์ : เชียนถึงฉากจบของหนัง-
สุดท้าย die tomorrow สำหรับผมไม่ได้ทำให้รู้สึกชอบมากหรือมากไปกว่าหนังเรื่องก่อนหน้านั้นของเต๋อ อาจเพราะผมเองคงชินกับหนังที่พูดถึงความตายแล้วกระมั้ง และอาจด้วยตัวหนังไม่ได้เน้นขยายความหรือย้ำประเด็นในเรื่องผลกระทบหลังความตายอย่างชี้ชัด มันจึงเป็นเพียงการบันทึกประจำวันถึงใครคนหนึ่งก่อนเขาจะตายจากไป ดังนั้นฉากสุดท้ายของหนังซึ่งเป็นฉากในห้องนอนของพลอยซึ่งเธอถอนเครืองช่วยหายใจออกไปแล้ว กำลังเปลียนอริยาบทจากการนอนอ่านหนังสือบนเตียงไปนั่งบนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ปลายเตียงซึ่งเคยเป็นที่ของซันนี่ และเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้น…จึงน่าจะเป็นฉากชีวิตธรรมดาสามัญที่สรุปถึงความตายอันเป็นอนินจังได้เรียบง่ายที่สุด ความรู้สึกของผมหลังดูหนังจึงไม่ได้ท่วมท้นหรือตระหนักรู้ถึงความตายมากขึ้นไปกว่าการชื่นชมงานกำกับและอาร์ทไดเรกชั่นของหนังเรื่องนี้ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า die tomorrow เป็นเพียงหนังที่เอาความตายมาพูดโดยไม่แฝงหลักการใดๆ ไว้เลย การที่หนังเน้นย้ำว่า ความตายเกิดได้ทุกขณะ หรือการยอมรับในความตายผ่านตัวละครอย่างพลอย หรือน้องมรรค หรือคุณตาอายุ 104 ปี ก็ดี ราวเป็นการสนทนาธรรมว่าด้วยเรื่องอาทิเช่น อนันตา / มรณสติ คลอไปกับเสียงเพลงจาก ost : die tomorrow * อันบางเบาซึ่งเปิดเป็นฉากหลังเพื่อเพิ่มความผ่อนคลายให้กับการสนทนาครั้งนี้

* ผมซื้อ ost มาฟังก่อนไปดูหนัง แล้วรู้สึกว่าเพลงมันค่อนข้างสดใส ราวการคลี่คลาย เปลี่ยบเปล่าบางสิ่งบางอย่าง

ปล 1.OST die tomorrow โดย ต้องตาและปกป้อง จิตดี (plastic plastic)
2.ส่วนตัวชอบพาร์ทของเต้ย ลองเทคการนั่งกินกูลิโก๊ะของเต้ยโดยไม่ได้มีบทสนทนาอะไรเป็นสาระสำคัญ แต่มันกลับพูดแทนความรู้สึกในใจของเต้ยต่อการตายของเพื่อนนางแบบคนหนึ่งได้มากมายเหลือเกิน / และพาร์ทของวีกับพายและเติ้ง ผมว่ามันหม่นหมอง สุดแสนเฉยเมยและน่าเห็นใจมากที่สุดแล้ว

Love Songs Love Series:เรื่องที่ขอ EP1-3 (2017|GMM|วศินี คุณะนิติสาร)

lovesongloveseries_เรื่องที่ขอ

       เราดูซีรส์ตอนนี้เพราะความชอบน้องแพตล้วนๆ  และอนุโลมให้กับความชื่นชมต่อการแสดงของโอบ (สังเกตจากการเรียกชื่อ) และจนสุดท้ายเรามานั่งเขียนถึงซีรีส์ตอนนี้ด้วยอารมณ์ส่วนตัวอีกเช่นกัน

ข้อดีของ “เรื่องที่ขอ” คือเป็นเมล์โลดราม่าที่ดูสนุก พระเอกกับนางเอกคือคู่รักในอุดคติ ในขณะที่พระรองกับนางรองคือโลกความจริง (อิจฉา หึงหวง และเหนี่ยวรั้ง ) ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ถูกเล่าแบบจริตของละครน้ำเน่าแบบไทยที่เราคุ้นเคย ซึ่งดีแล้วที่ไม่พยายามเป็นเกาหลีหรือญี่ปุ่น เอาจริงๆแล้วตอนแรกเรากะเขียนหลังซีรีส์นี่จบลง ก็น่าจะเป็นอีพีสี่แต่ด้วยสิ่งที่เกริ่นไปตอนแรก แต่หลังจากได้ดูตัวอย่างของอีพีสี่ (ซึ่งน้ำเน่ามาก แต่เราก็อินมากด้วย-ซึ่งเราเคยคบเพื่อนสนิทในช่วงเวลาคล้ายกับที่ซีและสกายประสบ น้ำตาหลังดูตัวอย่างคือหลักฐาน) เราค่อนข้างแน่ใจว่าซรีส์คงจบแบบหักหาญความรักแบบอุดมคติที่เราฝันถึง…และอีกเหตุผลหนึ่งคือ เราเห็นนัยยะบางอย่างที่ซีรีส์อาจตั้งใจหรือไม่ตั้งใจสื่อออกมาผ่านซี แล้วรู้สึกว่ามันดี เราจึงตัดสินใจเขียนถึง เรื่องที่ขอ โดยที่ไม่สนใจแล้วว่าตอนจบจะลงเอยเช่นไร

เราจะไม่พูดถึงความสัมพันธ์ของซีกับสกายหรืออาการดื้อดึงของพี่ซันและแซนดี้ แต่ที่อยากพูดถึงคือ…
ซีเหมือนเป็นตัวแทนของวัยรุ่นที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลางที่เติบโตมาอย่างอิสระภายใต้กรอบที่เราไม่ได้นึกตะขิดตะขวงว่ามันอาจจำกัดจำเขี่ยให้การเลือกของเรา และสุดท้ายเราก็เลือกไปตามที่ครอบครัวคาดหวัง (อาจทั้งลึกๆและอย่างชัดเจน)

และซียังเหมือนเป็นตัวแทนของวัยรุ่นที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองควรจะเป็นอะไรหรือจะทำอะไรต่อไปดีหลังเรียนจบ แต่ด้วยการโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางที่ไม่ขัดสนเรื่องเงิน ซีจึงยังสามารถปฏิเสธเรื่องการฝากงานหรือการคะยั้นคะยอให้เริ่มหางานจากพีซันได้อย่างไม่แยแส ว่าขออยู่เฉยๆหนึ่งเดือน ซึ่งในขณะที่ซีขอผัดผ่อนการออกไปเผชิญโลกหลังเรียนจบ พี่ซันเองจึงเป็นคนที่พยามยามสร้างกรอบที่กลั่นกรองมาแล้วว่าดีเพื่อให้ซีพร้อมเดินไปด้วยกัน ซึ่งมันคล้ายกับการโตมากับความคาดหวังในครอบครัวชนชั้นกลางนี่แหละ แต่พอมันอยู่ในบริบทของความหวังดีจากคนรักที่สุดท้ายไม่พอดีกับความรู้สึก ซีจึงมาตระหนักว่า เธอถูกบังคับโดยที่พี่ซันไม่พยายามเข้าใจตัวเธอเลย หรือแม้กระทั้งการที่ซีได้รับการยอมรับจากพ่อแม่ของพี่ซัน รวมถึงการพูดถึงการแต่งงานในมื้ออาหารภายหลังที่เธอขอเลิกพี่ซันแค่สองวัน ทั้งหมดมันจึงกลายเป็นภาพสะท้อนกลายๆถึงกรอบที่สร้างขึ้นจากความคาดหวังสังคมและมันอาจเป็นกลายเป็นค่านิยมที่มุ่งจำกัดการนอกคอกของปัคเจคชน

ดังนั้นการแอบไปเที่ยวทะเลของซีกับสกายในอีพีสองมันจึงเหมือนการปลดปล่อยตัวเองจากกรอบ จากโลกความจริง เราเชื่อว่าสองคนนี้สามารถรักกันได้อย่างบริสุทธ์ใจ (แม้สกายมักหื่นใส่ซีแบบทีเล่นทีจริงอยู่บ้างก็ตาม แต่การที่สกายยังคงปฏิบัติตัวกับซีแบบเพื่อน (ที่แอบรักมากนาน) นั้น เราเชื่อว่าสกายกำลังถนุถนอมความรู้สึกของซีอยู่) หากได้ออกมาจากสังคมที่ตัวเองสังกัดอยู่ หรือผู้คนรอบข้างของพวกเขา จะหันมาพยายามทำความเข้าใจต่อความรู้สึกกันมากขึ้น

แต่สุดท้ายช่วงเวลาแห่งอุดคติก็ต้องผ่านพ้นไปซีกับสกายต้องกลับมาเผชิญกับความจริงที่คาราคาซังอยู่ ทั้งเรื่องของพี่ซัน แซนดี้ รวมถึงเรื่องความสัมพันธ์ของซีกับสกาย ซีนที่ซีพูดกับสกายหลังจากเหตุการณ์วิวาทะกับแซนดี้ ว่าเธอไม่มั่นใจอะไรเลย มองผาดเผินดูเหมือนเธอกำลังพูดถึงความสัมพันธ์กับสกาย หากมองลึกไปกว่านั้น เธออาจหมายถึง ความไม่รู้ต่อสิ่งที่เธอมาเลือกมาทั้งชีวิต…เอาเข้าจริงๆเขียนมาถึงตรงนี้และโดยที่ไม่รู้ว่าอีพีสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร หาก “เรื่องที่ต้องขอ” จะวางตัวเป็นซีรส์ การก้าวข้ามวัย (coming of age) ก็คงจะดีไม่น้อย แม้จะขัดความรู้สึกในฐานะคนดูแบบเราก็ตาม

after the storm (2016|Hirokazu Koreeda)

UK

 

หมายเหตุ ยังไม่ได้ดู still walking

      รักหนังของป๋าโคโรอิดะ ป๋าทำให้ชีวิตที่ดูหม่าเทา ขี้แพ้กลับดูอบอุ่นขึ้นมาได้ เราชอบบทที่ป๋าเขียน ชอบการแสดงของตัวละครทุกตัว โดยเฉพาะแม่เรียวตะ เราชอบความเป็นธรรมชาติของนักแสดง ชอบลุคลุงอาเบะในเรื่องนี้ แววตา สีหน้า ชอบบรรยากาศในหนัง ชอบเพลงประกอบที่มีประปราย แต่ทุกครั้งที่เพลงประกอบดังคลอเบาๆขึ้นมา มันดันทำให้ซีนนั้นๆแม่งดูมีอะไรพิเศษขึ้นมาทันที ทั้งความเอื้ออาทร ความเป็นห่วงเป็นใย ป๋าใช้คาถาอะไรเสกหนังขึ้นมาแต่ละเรื่องเนี่ย

      เราอ่านจากเพจเต๋อ นวพลมาว่า เต๋อชอบงานเก่าๆของป๋าอย่าง Nobody know หรือ Distance ซึ่งเรากำลังดูเรื่องนี้อยู่ ดูได้แค่ 1 ใน 3 หมดพลังเสียก่อน ง่วง แต่ถึงดูไปแค่นี้เราเข้าใจที่เต๋อเขียนนะ งานยุคหลังของลุงมันไม่โฉ่งฉ่าง ไมเฟี้ยว ไม่ดุ เท่ายุคแรก ขออ้างอิงถึง โนบอดี ละกัน คือเรื่องนี้ก็สาดแสงหม่นเทามาเสียเต็มพิกัด ซัดจนซีนสุดท้าย เราเองก็ชอบ อ่อ นึกออกอีกเรื่องที่เต๋อพูดถึง After life เรื่องนี้อาจต้องเอามาดูแก้ตัว ตอนนั้นดูไม่ปะติดปะต่อ ดูไปดันง่วง แต่เท่าที่รู้สึก เราว่ามันเศร้านะ มันเป็นแฟนตาซีที่ไม่หวือหวา แนวๆเหมือนโลกที่สร้างขึ้นในแอลฟาวิวล์หรือใหม่หน่อยก็ลอบส์เตอร์ส่วนขอ After life มันเป็นเขตแดนของนรก ทำนองนั้น แต่สถานที การแต่งตัว มันก็ไม่ต่างอะไรกับบริษัทเฉพาะทาง ทั่วๆไป แต่เราว่าเนื้อหามันเศร้านะ เศร้าแบบก็นี่แหละน่า ชีวิต ทั้งๆที่มีชีวิตเดียว บางคนก็เจออะไรแย่ๆและตายไว จนไม่มีความทรงจำอะไรติดตัวเลย หรือบางคนทั้งชีวิตก็แม่งไม่มีความทรงจำอะไรให้จดจำเลย ห่าแค่นี้ก็เศร้าแดกแล้ว

      เอาเป็นว่า แม้งานยุคหลังของป๋าโคโรอีดะจะละมุนขึ้น สว่างขึ้นมาบ้าง แต่เราก็ยังชอบท่าทีในหนังที่ดูยังไงก็คงไม่ยอมให้เป็นหนังที่จบแบบฟิลด์กูดอยู่ดี มันเป็นแค่การตบไหล่เบาๆจากเพื่อนที่เข้าใจเรา ตบบ่าเบาๆเพื่อจะบอกว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว

Distance (2001| Hirokazu Koreeda)

distance-french-movie-poster

      ป๋าโคโรอีดะ โคตรเก่งเลย กำกับนักแสดงเล่นให้เป็นธรรมชาติมากเสียจนเชื่อได้เลยว่า หลายๆซีนของหนังนีคือหนังสารคดีจริงๆ เหมือนหนังตั้งคำถามถึงเรื่องที่ว่า “ทำไมเราถึงเชื่อสิ่งที่ไม่ได้สถาปนาตัวเองเป็นศาสนา” ตัวละครที่ผันตัวเองเข้าลัทธิก็ดูเป็นคนปกติสามัญที่เราพบเจอได้ระหว่างเดินทางไปทำงาน เดินห้าง เป็นคนที่เราพบได้ทุกเมื่อเชื่อวันในเมือง เป็นคนในครอบครัวที่เราคุ้นเคยสนิทดชิดเชื้อ

     บางที่การมีอยู่ของลัทธิมันอาจเป็นเพียงการเติมสิ่งที่เราคิดว่าขาด สิ่งขาดหายที่สังคมส่วนใหญ่ไม่กล้ายอมรับ ลัทธิเหมือนเด็กเกเรที่ทำอะไรแหกขนบของสังคม ชวนเชื่อด้วยนิยามในแบบที่คนเหล่านั้นอยากเห็น อยากได้ยิน เกิดเป็นค่านิยมเฉพาะกลุ่ม ซึ่งการมีอยู่ของลัทธิจะไม่กระทบกับคนในสังคม หากจุดประสงค์ไม่ได้เข้ามาเพื่อ ชำระล้างสังคม ด้วยความเชื่อที่สร้างกันขึ้นมา

       ไม่แปลกหากในลัทธิจะมีทั้งคนที่มีความรู้ เป็นหมอ เป็นแม่บ้าน หรือเป็นคนที่ไม่รู้ว่า เข้ามาทำไม บางทีมันเหมือนเป็นสิ่งทีรองรับ คนที่ขาดพร่องต่อสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่มันดูเป็นเรื่องเศร้านะ แม้หนังจะเล่าว่ามันเป็นช่วงเวลาครบรอบปีของการเสียชีวิตของแกนนำลัทธิ บรรดาญาติจึงมาร่วมตัวกันเพื่อรำลึกถึง แน่ละตลอดเวลาทั้งก่อนและหลังการล่มสลายของลัทธิ พี่น้อง สามี ภรรยา ของคนในลัทธิเหล่านั้นย่อมมีคำถามค้างคามาตลอด เข้าลัทธิไปทำไม แต่ก็ดูเหมือนผลกระทบภายหลังมันไม่ได้ส่งผลตัวการดำเนินชีวิตของคนที่เหลืออยู่สักเท่าไร มันจึงดูเหมือนเป็นการรำลึกถึงคนที่ตายไปอย่างไร้ค่า ไร้ความหมายและเอาจริงๆภาพรวมของลัทธิ ที่เรามักนึกถึงคนจำนวนมากมาชุมนุ่มกัน รวมทำกจิกรรมประหลาด แต่หนังไม่นำเสนอภาพเช่นนี้เลย คำว่าลัทธิเป็นเพียง การบอกเล่า พูดถึง จากปากของตัวละครเท่านั้น แล้วมันจากต่างอะไรไปกลับการตีความข้างเดียว จากคนที่ทั้งสูญเสียและถูกกระทำละ ตรงจุดนี้เราชอบมากที่ โคโรอีดะเลือกจะเล่าถึงลัทธิด้วยวิธีนี้

        หนังยังไม่จบลงแค่นั้นการทิ้งความคลุมเคลือถึง ตัวตน ของน้องชายของสมาชิกลัทธิที่ตายไป ในตอนแรกมันเหมือนเป็นการสวมรอยเพื่อเป็นลูกชาย (ของคนอื่น) / น้องชาย (ซึ่งอาจเป็นอย่างอื่นไปด้วย ) แต่หลักฐานรูปถ่ายครอบครัวที่ตัวละครนั้นเผาทิ้งไปหรือย้อนกลับไปในฉากแรกๆที่ตัวละครนั้นใช้โปรแกรมโฟโต้ชอบคแต่งภาพครอบครัวของตัวเองขึ้นมา มันก่อให้เกิดคำถามต่อพฤติกรรมอันคลุมเคลือและลึกไปถึงสิ่งที่เขาพยายามแสร้งลืมเพื่อปกปิดตัวตนจากการคำตัดสินของสังคม

ปล
ลัทธิที่ว่าคือโอมชินรีเคียววะ เราเพิ่มมารู้ตอนหลังจากเขียนรีวิวนี่เสร็จ

หมอนรถไฟ (2017|สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์)

railway-sleepers-featured_600x338
CR รูปจาก : http://www.adaymagazine.com

          หมอนรถไฟ เป็นหนังสารคดีที่เก็บ/บันทึกเรื่องราวของผู้คนทุกชนชั้น ทุกเพศ ทุกวัฒนธรรม ระหว่างการเดินทางด้วยรถไฟจากเหนือลงใต้ ในช่วงปี 2551-2558 นับเวลาก็ประมาณ 8 ปีทีเดียว

          แน่นอนว่า พอมันใช้เวลาถึง 8 ปี ภาพเรื่องราวของหมอนรถไฟที่ผ่านสายตาเรามันจึงเหมือนการตกผลึกทางความคิดของผู้กำกับ หนังจึงไม่ได้ทำหน้าทีเพียงบันทึกและบอกเล่าแค่การเดินทางของผู้คนด้วยรถไฟเท่านั้น แต่ในตู้รถไฟเหล่านั้น มันคือวิถีชีวิตของชุมชนคนแปลกหน้าที่ต่างมีจุดหมายปลายทางเดียวกัน เป็นชุมชนที่ถูกคัดแยกด้วยชั้นประเภทของตู้รถไฟ ภาพแรกที่เราเห็นจากหนัง จึงเป็นภาพตู้รถไฟชั้นสาม พัดลม พนักพิงของเก้าอี้ปรับเอนไม่ได้ (เราอาจไม่แม่นเรื่องการเรียกประเภทของตู้รถไฟนะ) สลับกับอีกขบวนตู้รถไฟ เป็นชั้น 3 เช่นกันแต่แออัดด้วยผู้คนที่ต่างยืนเบียดเสียดกัน เราจะเห็นภาพชีวิตของผู้คนที่กำลังนั้งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เด็กวัยรุ่นที่พูดคุยกันหรือร้องเพลงฆ่าเวลา เห็นการประกอบกิจวัตรประจำวันอย่างเข้าห้องน้ำ แปรงฟัน การหลับนอนบนเบาะเก้าอี้ที่ดูไม่สบายเอาเสียเลย เห็นพ่อค้าแม่ค้าขายเครื่องดื่มของกิน แม่ค้าขายหนังสือทำนายดวงเล่มละ 10 บาท งานปาร์ตีในตู้รถไฟที่แอดอัดด้วยผู้โดยสารกลุ่มใหญ่ ไปจนถึงชายขาพิการที่ลักลอบมาขอทาน จนหนังพาเราเปลี่ยนไปนั้งขบวนรถไฟลงใต้ เราจึงเริ่มเห็นสีสันจากผ้าสาหรี่ของหญิงสาวมุสลิม เห็นทหารถือมือเดินตรวจตามสถานีและในตู้รถไฟ ท่ามกลางความอัตคัดของพื้นที ความเป็นอยู่ การตรวจตราเข้มงวด หรือแม้แต่สีสันที่ฉายทาบมาจากโทนสีเสื้อผ้าที่สวมใส่ มากน้อยเหล่านั้นนี่แหละ ที่ทำให้เราสังเกตถึงการเปรียบเปรยและเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เห็น แล้วเราจะยิ่งตระหนักได้มากยิ่งขึ้นเมื่อ หนังพาเรามาขึ้นรถไฟประเภทตู้นอนปรับอากาศชั้น 2 ตู้รถไฟชั้นนี้ มีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าแบบพัดลมชั้นสามอย่างเห็นได้ชัด มีห้องจัดปารตี้ มีห้องอาหาร มีเตียงนอน มีความสะดวกสบายมากมายกว่า แต่กระนั้น การเปรียบเปรยเชิงตั้งคำถาม จากฉากที่เราได้ยินจากวงสนทนาบนโต๊ะอาหาร ของหญิงสาวคนหนึ่งว่า ไม่อยากใช่ห้องน้ำบนรถไฟ หรือ การนั่งดูลายมือ พูดคุยถึงเรื่องดวงชะตาอย่างสนุกสนาน เหล่านี้มันทำให้เรานึกย้อนไปหาฉากของตู้รถไฟพัดลม ความอัตคัดเหล่านั้นกับความสะดวกสบายที่เราได้สัมผัส ราวการจำลองภาพชุมชนที่มีความทั้งต่างและห่างของชนชั้น ซึ่งต่างมุงหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกัน โดยไมได้นำพาการเปลี่ยนแปลงใดๆมาสู้ชีวิตของพวกเขาเหล่านั้น นอกจากการคงอยู่ของฐานันดรและการเดินทางเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งเท่านั้น

         การเดินทางของหนังสารคดี หมอนรถไฟ เกือบจะลงอย่างธรรมดาสามัญ หากซีนการสนทนาในตู้รถไฟปรับอากาศชั้น 1 ระหว่างชายหนุ่มกับชายชาวต่างชาติซึ่งพูดไทยได้คล่องมาก มันเป็นบทสนทนาถึงการสำรวจทางรถไฟ การสร้างรถไฟสายแรก สถานีปากน้ำ ในสมัยรัชกาลที่ 5 พูดถึงการทำงานกับวิศวะกรจากชาติอื่นอย่าง อังกฤษ เยอรมัน ซึ่งทั้งหมดออกมาจากชายชาวต่างชาติคนนั้น หากกะเกณฑ์จากหน้าตา อายุไม่น่าเกิน 50 ปี และที่น่าสนเทหฺ์ไปกว่านั้น เขาเรียกประเทศไทยว่า สยาม แต่ไม่ว่าฉากนี้จะดูแฟนตาซีอย่างไร แต่มีประโยคหนุึ่งที่สะดุดใจเรามากนั้นคือ ก่อนการสร้างรถไฟ การเดินทางไปเชียงใหม่ใช่้เวลาประมาณ 1 เดือน พอมีรถไฟ ใช้เวลาเดินทางเพียง 2 วัน เราแม่งรู้สึกถึงคุณุปการของการสร้างรถไฟในสมัยนั้นมากถึงมากที่สุด แล้วในขณะเดียวกันนั้นเอง ก็ทำให้นึกย้อนไปถึงซีนในช่วงแรกๆของหนัง ที่ว่าด้วยการเล่าผ่านหน้าจอทีวีในสถานีรถไฟแห่งหนึ่ง ซึ่งรายการที่ฉายอยู่นั้นเป็นรายการโฆษณาโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ ซึ่งในตอนท้ายของโฆษณาชุดนี้ว่าด้วยบทสัมภาษณ์ของนักเรียนที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการศึกษาเพื่อจบออกมาพัฒนาการรถไฟไทยให้เจริญก้าวหน้า…ฉากนี้แล่นผ่านมาทาบทับอีกครั้ง เรารู้สึกถูกเย้ยหยัน ซึ่งเราเป็นคนหนึ่งที่เคยอาศัยรถไฟปรับอากาศ ชั้น 2 กลับบ้านต่างจังหวัด แต่ปัจจบันเราพอมีรายได้จึงเลือกจ่ายแพงกว่าเพื่อนั่งเครื่องบินกลับบ้านแทน…

        สุดท้ายข้อสรุปสั้นๆว่า หมอนรถไฟ อาจะไม่เหมาะกับทุกคน แต่หากเรารู้สึกว่าภาพชีวิตของผู้คนที่ไร้การแต่งเติมซึ่งถูกบันทึกด้วยสายตาของคนทำงานศิลปะมันคือความงดงามอันจริงแท้ของมนุษย์ จงดู

 

the VViich (2015|Robert Eggers)

anya-taylor-joy-the-witch-roger-eggers
cr รูปจาก http://www.20minutes.fr

          the witch เล่าเรื่องของแม่มดอย่างที่ทุกคนรับรู้หรือย่างที่เราอยากให้เป็น มองผาดเผิน แม่มด จึงเป็นเรื่องเล่า ตำนาน หรือนิทานที่แสดงถึงความชั่วร้ายของผู้หญิงที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า แต่ในเมื่อหนังเปิดฉากด้วยการตัดสินของศาลซึ่งขับไล่ครอบครัวของน้องโทมาซินออกไปจากชุมชน นี่อาจเป็นฉากเดียวของหนังที่จะสื่อถึงข้อเท็จจริงของแม่มด ซึงข้อเท็จจริงที่ว่านี้คือการเชื่อมโยงไปถึงการปกครองโดยศาสนาและรัฐซึ่งควบคุมด้วยระบบชายเป็นใหญ่ ร่วมถึงความอ่อนแอของรัฐและความลุ่มหลงในอำนาจของเหล่าผู้นำศาสนา ตลอดจนโยงไปถึงความเชื่อ ความศรัทธาของผู้คนในชุมชนในช่วงยุคสมัยนั้น (เรื่องราวของ The witch เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 17)

     ดังนั้นส่วนทีเหลือของหนังจึงราวกับเป็นเรื่องเล่าถึงความฉิบหายที่ประดังประเดเข้ามาสู่ครอบครัวของน้องโทมาซิน ซึ่งเป็นครอบครัวเกษตรกรยากจนซึ่งกำลังเผชิญวิกฤตของฤดูกาลและความลี้ลับของผืนป่าที่โอบล้อมบ้านของพวกเขา แค่การปลูกข้าวปลูกผักผลไม้ทำงานเลี้ยงปากท้อง ไหนจะต้องคอยพะวงจัดสรรเรื่องอาหารการกินอันอัตคัตให้พอเพียงกับทุกชีวิตในบ้าน งานล้นมือเวลาในหนึ่งวันจึงหมดไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่มีเวลาจะไปทำหรือนึกถึงเรื่องอื่นๆ ยกเว้นก็แต่…

(กลางๆย่อหน้าเผยถึงฉากท้ายเรื่อง)
           นอกเหนือจากงานก็มีแต่เรื่องศาสนานี่แหละที่คอยอุ้มชูคนพวกนี้ให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้ แต่ถ้ามองในมุมเรา บ้างที่มันก็มีเส้นบางๆระหว่างความศรัทธากับมายาคติ ซึ่งเรื่องนี้เราให้น้ำหนักไปที่มายาคติมากกว่า เรื่องที่แม่มดถูกสร้างให้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าผลผวงจากการปกครองซึ่งชายเป็นใหญ่ แต่อีกนัยหนึ่งมันคือกระบวนการเพื่อกันคนที่คิดต่างให้ออกไปจากชุมชน สุดท้ายพระเจ้าจึงถูกเสมอ ทั้งที่จริงความยากจนแร้นแค้นของประชาชนมันไม่ใช่เพราะความล้มเหลวของผู้นำเหรอ เดอะวิชท์เองก็ท้าทายความเชื่อในศาสนาสุดพลัง สัญญะของกระต่ายเอย แพะดำเอย หญิงสาวในป่าเอย รวมถึงลัทธิแม่มดที่สุดท้ายน้องโทมาซินก็จำยอมเข้ารวมจนได้ แต่ชอบที่สุดคงเป็นฉากพังพินาศของครอบครัวของน้องโทมาซิน ซึ่งมันต่อยอดมาจากฉากทีแม่เห็นภาพหลอน ปล่อยให้อีกาจิกหัวนมของเธอเพราะเข้าใจว่ากำลังให้นมลูก สุดท้ายพ่อโดนแพะดำขวิดจนตาย ฝ่ายแม่ที่เสียสติปักใจเชื่อว่าโทมาซินเป็นแม่มด แม่จึงเข้าทำร้ายเธออย่างคลุ้มคลั่ง โทมาซินเองก็เผลอพลั่งมือฆ่าแม่เพียงเพื่อป้องกันตัวเอง ระยำมาก สุดขีดความอาเพศมาก จนแล้วในที่สุดโทมาซินก็ถูกผลักให้ออกจากสังคม ออกจากกรอบความศรัทธาต่อศาสนา (ซึ่งเธออาจไม่มีสิทธ์เลือก) ยอมทำสัญญากับแพะดำ เพราะถึงยังไงที่ผ่านมาธอก็ไม่เคยได้รับความรักความไว้วางใจจากพ่อเป็นแม่เลย หากมองเลยความบันเทิง (อันหม่นดำ) ของหนัง เหมือน the witch กำลังตั้งคำถามกลายๆจากการล่มสลายของครอบครัวเล็กๆที่พยายามอย่างสุดชีวิตที่จะผ่านบททดสอบและรักษาความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าว่าแท้จริงแล้ว ความฉิบหายที่เกิดขึ้นนั้นมาจากความศรัทธาที่ไม่มากพอหรือเป็นเพียงผลที่เกิดจากกระบวนการการกีดกันคนนอกรีตออกไปจากสังคมกันแน่

Split (2016|M. Night Shyamalan)

split_anya_taylor-joy_600x326
cr รูป : http://www.denofgeek.com

เป็นเรื่องบังเอิญดีที่ก่อนหน้านี้เราเพิ่งอ่าน Piercing ปมซ่อนฆ่า จบไป นิยายมันเล่าเรื่องของคาวาชิมะกับซาเซอิซึ่งทั้งคู่ป่วยเป็นจิตเภท คาวาชิมะต้องการฆ่าใครสักคนเพื่อระงับอาการหลอกหลอนจากที่เคยถูกแม่ทำร้ายในวัยเด็ก ส่วนซาเซอิมักทำร้ายตัวเอง เธอเคยโดยพ่อแท้ๆโลมเลียโยนีตั้งแต่ยังเด็ก ส่วนตัวละครอย่างเคซีย์กับเคลวินก็ผ่านประสบการณ์เลวร้ายวัยเด็กมาไม่ได้ต่างอะไรกับคาวาชิมะและซาเซอิเลย ซึ่งพฤติกรรมที่ผู้ปกครองกระทำกับเด็กทั้ง 4 คนก็แทบไมได้ต่างกันเลยเช่นกัน

สำหรับหนังของเอ็มไนท์ เราไม่เคยคาดหวังถึงเรื่องการหักมุมหัวทิ่มบ่อสักเท่าไร แต่เราสนใจว่าเอ็มไนท์จะเล่าเรื่องอะไรและหาทางออกให้ตัวละครของเขายังไง ใช่แหละเราสนใจสิ่งที่เอ็มไนท์จะสื่อกับเรามากกว่า อย่างเรื่อง Sign มันไม่ใช่หนังที่เราชอบมาก แต่เรามักนึกถึงที่ข้อความที่หนังสื่อออกมา เราจึงค่อนข้างเชื่อในองค์ประกอบของหนังทั้งเรื่อง อย่างเรื่องน้องชายได้รางวัลนักเบสบอลจอมหวด ลูกสาวที่ชอบวางแก้วที่ยังมีน้ำดื่มไว้เกลื่อนบ้าน หรือลูกชายทีป่วยเป็นหอบหืด ในตอนท้ายของหนังเราจึงเชื่อว่า มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบกับเรานั้น มีเหตุผลเสมอ เอาเข้าจริงๆ เราเกือบจะอินในเรื่องความศรัทธากับอะไรบางอย่างนะ แต่พอชีวิตตัวเองมันเหี้ยได้ลุ่มๆดอนๆ เราจึงไม่ไปถึงไหนสักทีกับ Sign ก็เช่นกัน

กลับมาที่ Split…
คนนอกคือคนนอกอยู่วันยันค่ำ เราเห็นการเปรียบเทียบด้านพฤติกรรมและการแต่งตัวระหว่างเคซีย์กับเพื่อนๆ ตั้งแต่ฉากในรถก่อนถูกลักพาตัว เพื่อนสาวสองคนที่เบาะหลังต่างดี๊ด๊าสนใจอยู่กับโพสของหนุ่มๆในโลกโซเชียล หรือวิธิคิดเรื่องการอ้างถึงคอร์สเรียนคาราเต้ระยะสั้น ซึ่งเพื่อนของเคซีย์เคยเรียนมาว่ามันจะช่วยทำให้พวกเธอหลุดรอดจากการคุมขังของเดนนิสได้ ซึ่งในมุมมองของเคซีย์คอร์สเรียนขายฝันพวกนี้ มันช่วยห่าอะไรเราไม่ได้หรอก เพราะพวกเธอไม่เคยมีประสบการณ์ต่อยตีของจริงๆ หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้าหน้าผม เพื่อนสาวสองคนของเคซีย์แต่งตัวแบบสาวอเมริกันที่เราเห็นบ่อยๆในหนังเกี่ยวกับวัยรุ่นชิคๆกลุ่มหนึ่ง ส่วนเคซีย์ เธอแต่งตัวแบบ…เคิร์ท โคเบน (ลุคแบบนี้กุมหัวใจเรามาก) ทั้งหมดนี้มันจึงเหมือนบันทึกอย่างย่อถึงโลกที่เราอยู่ตอนนี้…

เคซีย์ไม่ได้อยู่ในแผนลักพาตัว เธอเป็นคนนอกที่อยู่นอกสายตาของเดนนิส เธอมีที่ท่าเปิดใจกับเฮกวิก นัยหนึ่งเธออยากหนีไปจากเรื่องบ้าๆพวกนี้ แต่อีกนัยหนึ่งอาจเพราะเฮกวิกเป็นเด็ก 9 ขวบ ที่ไร้การเสแสร้างแบบผู้ใหญ่ เธอจึงกล้าพูดเรื่องที่เธอไม่อยากสุงสิงกับเพื่อนหลังเลิกเรียนให้เขาฟัง…เอาเข้าจริงๆ เธอกับเคลวิน เดนิส แพททริเซีย หรือคนอื่นๆ ต่างก็เป็นเด็กที่ถูกทำร้ายมาอย่างสะบักสะบอมเช่นกัน ในที่สุดเธอจึงรอดพ้นจากการเซ่นสังเวยให้ปีศาจ ประโยคที่น่าจะเป็นเดนนิสพูดหลังจากเห็นร่องรอยแผลทางยาวหลายรอยที่ท้องของเคซีย์ (ฉากนี้น้องแอนยาโคตรเซอร์วิส ขอบคุณ เอ็มไนท์ มา ณ ที่นี้) ประมาณว่า คนที่แหลกสลายมักจะมีวิวัฒนาการที่สูงส่งกว่า (หากว่ากันตามภาาษาชาวบ้าน ซีนนี้คงหมายถึง คนที่ชีวิตต่ำตมแต่มีความทะเยอทะยาน มักขยันกว่า มักดิ้นรนกว่า หรือพูดให้ถูกจริตยุคนี้ คนเหล่านี้มักถีบส่งตัวเองให้ออกมาจาก comfort zone กว่าคนที่ถูกโอบอุ้มด้วยสภาพแวดล้อมที่ดีมาตั้งแต่เกิด)

ถ้ามองในแง่เคซีย์ ความทุกข์ทรมานที่เธอเผชิญอยู่จากลุงนั้นคงทำให้เธอไม่ตายง่ายๆ ในแง่ของเดนนิสนี่คือการสร้างบุคคลิกที่ 24 ซึ่งแข็งแกร่ง ทรงพลัง และชั่วร้าย (จะออกแนวมาร์เวล์ละ) เพื่อปกป้องตัวเองจากพวกมนุษย์ปกติทั้งหลาย เราจึงค่อนข้างชอบเนื้อหาของสปลิทที่ว่าด้วยตัวละครที่โดนทำร้าย พวกที่สุดท้ายก็กลายเป็นแค่คนป่วย กลายเป็นคนนอกที่สังคมมักมองด้วยสายตาไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ สุดท้ายแล้วคนพวกนี้ก็หาทางออกด้วย ตรรกะแปลกเพี้ยนและรวมตัวอยู่กันเป็นกลุ่มก้อนที่สังคมแสร้งมองไม่เห็น…(คาวาชิมะกับซาเซอิก็เช่นเดียวกัน) นอกเหนือจากนั้น ในส่วนของการเล่าเรื่องก็สนุกระดับหนึ่ง ฉากน้องแอนยาใส่เสื้อกล้ามเป็นฉากเซอร์วสแฟนบอยที่ดีมากๆ (ไม่เกี่ยว)

Train to Busan (2016|Yeon Sang-ho)

train_to_busan_de_yeon_sang-ho_640_346

        วิพากษ์มนุษย์ได้ดีในระดับ Night of the living dead (ซึ่งเราได้ดูรีเมคของปี 1990) หรือ The mist หรือ the walking dead กันเลยทีเดียว แต่เราเฉยๆกับตัวซอมบี้ในหนังนะเพราะภาพจำมันดันอยู่กับ The walking dead ไปแล้ว ถ้าไม่นับว่านี้คือหนังกระแสคงหักแค่ค่าน้ำตากับตอนจบที่ไม่มืดหม่นไปแล้ว
        พอดีได้อ่านบทวิจารณ์จากแฟนเพจคาเฟาลูเมีย พูดถึงเทรนทูปูซานในแง่ของเพศและสถานะของคนในสังคม ทำนองว่าหนังมันเป็นตัวแทนของคนในระดับสังคมอย่างเพศชายปกป้องเพศหญิง ส่วนคนแก่ และคนจรจัดในท้ายสุดจะถูกกำจัดเพราะเราเห็นว่าเขาจะไม่มีประโยชน์ในอนาคต ก็จริงนะ เห็นด้วย หนังชัดเจนต่อเรื่องนี้ดีทีเดียว
         ถ้าคิดต่อในแง่นี้ จากย่อหน้าแรกที่เราบอกไว้ว่าหนังวิพากษ์มนุษย์ในระดับเดียวกับหนังเรื่องต่างๆที่กล่าวไว้ในย่อหน้าแรก ถ้ามองในแง่ย่อหน้าสอง ไนท์ออฟเดอะลิฟวิ่งเดทกับเดอะมิสท์ก็ลงไประดับปัจเจคมากกว่าเทรนทูปูซาน อย่างเช่นเรื่อง “คนเห็นแก่ตัว” ในไนท์ออฟเดอะลิฟวิ่งเดทมันคือมนุษย์คนหนึ่งจริงๆ ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นพ่อเป็นพี่ชายหรือสามี หรือสถานะใดในสังคม ความเลว/ความเห็นแก่ตัวเกิดจากสันดานของตัวเองเท่านั้น หรือตอนจบอันเลวร้ายของเดอะมิสท์ก็ยิ่งตอกย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็รคนแก่/เด็ก/ผู้หญิงรวมถึงผู้ชายในสถานะต่างๆเช่นพ่อของลูก คนรัก/สามีหรือแม้กระทั้งผู้นำ ก็ไม่ได้ถูกยกเว้นจากผลผ่วงอันเจ็บปวดของการละทิ้งความหวัง และสุดท้ายอยากจะบอกแค่ว่า ปูซานนี่ดีมากนะในระดับหนังกระแส แต่เราก็ชอบไนท์กับเดอะมิสท์มากกว่าอยู่ดี เหตุผลคือ เพราะหนังมันหม่นหมอง ไม่ปราณี ไม่ให้ความหวังเพราะชีวิตเรามันก็วนๆอยู่กับแค่เรื่องพวกนี้

 

Piercing~ปมซ่อนฆ่า (1994|Ryu Murakami / วิลาส วศินสังวร|สนพ.เอิร์นเนสต์ (Earnest))

Piercing Ryu Murakami_382_480

      รู้สึกเหมือนไม่ถึงที่สุด ไม่สาแก่ใจเรา ไม่ใช่ไม่ดี อยากเกาะตัวละครไปให้ถึงที่สุด เหมือนโดนตัดจบ เรารักคาแรกเตอร์แบบนี้นะ ไม่รู้ทำไม พวกจิตบกพร่อง แต่เหมือนจะรู้ตัว พวกถูกทำร้ายในวัยเด็ก พวกที่ใจแหลกสลาย แต่ก็ยังใช้ชีวิตในแบบไม่สมบูรณ์ต่อไปได้

       อ่านแล้วก็นึกถึงป๋าฮารูกิแต่เปลี่ยนจากตัวละครปัคเจคชนจ๋า มาเป็นคนป่วยจิตเภทแล้วพาเราไปสำรวจ ความคิด จิตใจ ความเจ็บปวดในวัยเด็ก และสะท้อน/กลายร่างออกมาเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดพร่อง พร้อมทำร้ายคนอื่นและตัวเอง ราวเสียงหัวใจนั้นมันถูกสร้างขึ้นมาจากความเจ็บปวดในวัยเด็ก เพื่อบงการตัวเองในวัยผู้ใหญ่ ให้มีชีวิตต่อไปได้ในหนทางที่เลวร้าย หรือแค่ประคองตัวเองให้เป็นปกติเท่านั้น คือไม่เลวระยำก็แค่ผ่านไปวันๆ

       เนื้อเรื่องพาเราลงไปคลุกอยู่แต่กับเรื่องมืดดำ คนป่วยทางจิตสองคนที่บังเอิญมาเจอกัน ด้วยเรื่องเซ็กซ์วิตถาร ด้วยเรื่องรสนิยมที่ผิดแผก คาวาชิมะที่ต้องฆ่าใครสักคนเพื่อให้ตัวเองใช้ชีวิตต่อไปได้ ชิเคอิที่พยายามทำร้ายตัวเอง  เพื่อข่มใครอีกคนที่คนจ้องมองเธอ เราชอบนะมันสะท้อนความรู้สึกของผู้ชายผู้หญิงในการรับมือต่อความผิดหวังได้ดี เราเคยรู้มาว่า ฮอร์โมนเพศชาย/หญิง มันก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ส่งผลต่อพฤติกรรมที่จะแสดงออกเมื่อผิดหวังเสียใจ อย่างผู้ชายมักไปทำร้ายคนอื่น ส่วนผู้หญิงมักเลือกทำร้ายตัวเอง ทั้งคาวาชิมะและชิเคอิ เหมือนคู่นัดเดทบิดเบี้ยวที่พลัดทำร้ายกันในแบบที่ตัวเองเข้าใจ แต่มันเป็นความเข้าใจที่ผิดเพี้ยน ไปๆมาๆมันจึงเหมือนเป็นการช่วยประคองชีวิตกันและกันระหว่างคนป่วยที่พร้อมจะตายทุกเมื่อ ตอนที่อ่านมาจนถึงฉากที่ชิเคอิแทงขาตัวเองในห้องน้ำของโรงแรม นึกขึ้นมาว่าอยากให้ ทาเคชิ มิเอกะ เอาไปทำเป็นหนัง พออ่านไปจนจบเราก็ยังรู้สึกอย่างนั้นอยู่เพราะ หาก Visitor Q หรือ Audition มันสะท้อนความมืดหม่นความเลวร้ายของคนได้แค่ไหน Piercing ก็ไม่ต่างกัน (จริงๆแล้วป๋าริวก็ผู้กำกับหนังด้วยนะ แต่เราไม่เคยดูหนังของเขาเลย ชื่อของทาเคชิจึงผุดขึ้นมาในหัวทันทีเมื่อความมืดหม่นในหนังสือมันทาบทับภาพจากหนังของทาเคชิที่เราเคยดู)

ปล รูปประกอบจาก http://www.goodreads.com/book/show/14288.Piercing